‘โฟลว์ไหลเข้า-ดอลลาร์อ่อน’ ดัน‘บาทแข็ง’ผุดแอปเทรดทอง

‘โฟลว์ไหลเข้า-ดอลลาร์อ่อน’ ดัน‘บาทแข็ง’ผุดแอปเทรดทอง

เงินบาท” เปิดปี 69 แข็งค่าขึ้น รับอานิสงส์ปม “สหรัฐบุกเวเนซุเอลา” ดันราคาทองคำปรับตัวขึ้น “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้ทิศทาง “ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-ดอลลาร์อ่อน” 

“เงินบาท” เปิดปี 69 แข็งค่าขึ้น รับอานิสงส์ปม “สหรัฐบุกเวเนซุเอลา” ดันราคาทองคำปรับตัวขึ้น “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้ทิศทาง 

“ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-ดอลลาร์อ่อน” สะท้อนความผันผวนที่สูงขึ้นในตลาดการเงินโลก “กรุงไทย” ย้ำบาทแข็งแรงเกินคาด แต่แรงหนุนอาจชะลอ ตลาดรอลุ้นข้อมูลแรงงานสหรัฐ ด้าน “ธปท.-ผู้ค้าทองรายใหญ่” เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายทองสกุลดอลลาร์ คาดแล้วเสร็จภายในครึ่งแรกปีนี้ 

เปิดศักราชปี 2569 (5 ม.ค.) เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” เทียบกับระดับเปิดตลาดที่ 31.45 บาทต่อดอลลาร์ และปิดตลาดของวันทำการก่อนหน้าที่ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ โดยบาทแข็งค่าขึ้นตามจังหวะการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำตลาดโลก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากประเด็นความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐและเวเนซุเอลา” ประกอบกับน่าจะมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากทิศทาง “เม็ดเงินต่างชาติ” (ฟันด์โฟลว์) ซึ่งในวานนี้ (6 ม.ค.) มีสถานะซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทย 2,371.54 ล้านบาท และ 929 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่ วานนี้เงินบาทเปิดตลาด “ทรงตัว” ที่ 31.32 บาทต่อดอลลาร์ แต่เงินบาททยอยแข็งค่าตลอดช่วงเช้า ทดสอบแนว 31.25 บาท และช่วงบ่ายแข็งค่าต่อเนื่อง ทดสอบแนว 31.15 บาท ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.26 บาท 

 

หลังปิดฉากปี 2568 ด้วยการ “แข็งค่ารวดเร็ว” สร้างสถิติใหม่ในรอบ 5 ปี โดยเคลื่อนไหว “ผันผวนตลอดทั้งปี” ก่อนจะเร่งแข็งค่าขึ้นโดดเด่นในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยปิดปลายปีที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนับว่าแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 5 เดือน ขณะที่ ตลอดทั้งปีเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นกว่า 9.42% จากต้นปีที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ ด้วยปัจจัยหลักหนุนเงินบาทแข็งค่าจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า, การขายเงินตราต่างประเทศจากธุรกิจทองคำ หลังราคาทองคำพุ่งสูง และเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตราสารหนี้ไทย

“บาทแข็ง”ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และทองคำ

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารทีมวิจัย ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามจังหวะการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และเวเนซุเอลา ประกอบกับน่าจะมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากทิศทางฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ซึ่ง ณ วันที่ 6 ม.ค. มีสถานะซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทย 2,371.54 ล้านบาท และ 929 ล้านบาท ตามลำดับ

และวานนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย ขณะที่ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงตามทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐ หลังดัชนี ISM ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงมาที่ระดับ 47.9 ในเดือนธ.ค. 2568 (ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2567 / ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 48.4 / ต่ำกว่าระดับ 48.2 ในเดือนพ.ย. 2568)

ขณะที่ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชีย และราคาทองคำในตลาดโลก สัญญาณดอกเบี้ยสหรัฐ จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และดัชนี PMI ภาคบริการเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ของยูโรโซน อังกฤษ และสหรัฐ

“กรุงไทย”ชี้บาทแข็งเกินคาด 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เงินบาทเริ่ม กลับมา “แข็งค่าขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้” ทำให้เริ่มมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่ยังมองว่า การแข็งค่าของเงินบาทน่าจะชะลอลงในระยะสั้นได้เช่นกัน เพราะว่าผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐก่อนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้

ทั้งนี้ แม้เริ่มมีผู้เล่นในตลาดบางส่วนประเมินว่า เงินบาทอาจเสี่ยงอ่อนค่าลงได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 แต่มองว่าการจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 3 ภาพใหญ่ คือ

1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก

2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy)

และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤติการเมือง (เรามองว่าถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

ในส่วนความผันผวนของเงินบาทในช่วงนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ทำให้มองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ลุ้น “บาทแข็ง” หลุดกรอบ 31 บาท 

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวแข็งค่า หลุดกรอบ 31 ต่อดอลลาร์ น่าจะเป็นการหลุดกรอบชั่วคราว ซึ่งต้องติดตามการเคลื่อนไหวต่อเนื่องหลังเปิดปีใหม่

ปัจจัยเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทยังคงขึ้นอยู่กับราคาทองคำตลาดโลก ขณะที่ธุรกรรมส่วนอื่นๆ เบาบางลงในช่วงสิ้นปีนี้ ดังนั้น หากทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ค่าเงินบาทมีโอกาสหลุด 31 ต่อดอลลาร์ ท่ามกลางสภาพคล่องการซื้อขายต่ำ

ในปี 2569 คาดการณ์ค่าเงินบาท อยู่ในกรอบ 30.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ สำหรับปัจจัยที่มีผลบวกต่อค่าเงินบาท ได้แก่ การปรับลดดอกเบี้ยของเฟด การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ขณะที่ สหรัฐไม่ต้องการให้สกุลเงินคู่ค้าอ่อนค่า โดยอ้างข้อได้เปรียบด้านการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยลบที่อาจมีผลต่อค่าเงินบาท ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยมีอัตราเติบโตต่ำ ราคาทองคำอาจพักฐานหากข้อมูลแรงงานสหรัฐดีกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้

ธปท.จับมือผู้ค้าทองลุยแอปเทรดสกุลดอลลาร์

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ หรือ แม่ทองสุก กล่าวว่า สำหรับการประชุมระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับผู้ค้าทองคำรายใหญ่จำนวน 14 ราย วานนี้ (6 ม.ค.2569) มีความคืบหน้าในเชิงบวกในประเด็นสำคัญ 4 เรื่องคือ

1. การพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำในสกุลดอลลาร์มีแผนเดินหน้าจัดทำแพลตฟอร์มการซื้อขายทองคำโดยใช้สกุลดอลลาร์เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 6 เดือน หรืออาจแล้วเสร็จเร็วกว่านั้น

2. แนวทางการรายงานธุรกรรม เบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันว่าจะรายงานเฉพาะธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อ

ผู้ลงทุนรายย่อยและรายกลาง ซึ่งมีสัดส่วนไม่มาก ทั้งนี้การซื้อขายของประชาชนทั่วไปจะไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ผู้ลงทุนรายใหญ่จะได้รับการส่งเสริมให้ใช้การซื้อขายผ่านดัชนีดอลลาร์มากขึ้น

3. ความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ ในการจัดทำแพลตฟอร์มสกุลดอลลาร์ จะมีการประสานงานกับธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบชำระเงิน เช่น EFCD หรือ Wallet ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนและนักลงทุนสามารถทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 4. บทบาทของผู้ประกอบการร้านทอง

ผู้ประกอบการร้านทองจะมีบทบาทในการส่งเสริมการใช้สกุลดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น พร้อมทั้งให้ความรู้ (Educate) ผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป

จากที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือให้จัดทำรายงานใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การซื้อขายทองคำสกุลเงินบาท 2. การนำเข้าและส่งออกทองคำ

โดยในรายละเอียดของรายงาน ธปท. ต้องการข้อมูลเชิงลึกในระดับรายวัน ครอบคลุมธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินบาท การซื้อขายทองคำที่มีการนำเข้าและส่งออก รวมถึงการจับคู่ข้อมูลธุรกรรมกับการนำเข้า-ส่งออกทองคำและการชำระเงิน

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ร้องขอส่วนใหญ่มีความละเอียดสูงและต้องรวบรวมเป็นรายวัน ส่งผลให้มีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ 3 รายที่มีเอกสารประกอบค่อนข้างมาก

และก่อนหน้านี้อยู่ระหว่างการหารือเพื่อขอผ่อนผันการส่งมอบข้อมูลเป็นช่วง ๆ เนื่องจากการจัดทำข้อมูลรายวันอาจไม่ทันต่อความต้องการของ ธปท.

อย่างไรก็ดี ในภาพรวม ธปท. มีข้อมูลหลักดังกล่าวอยู่แล้ว แต่มีความประสงค์ขอข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน และข้อมูลด้านค่าเงินเพิ่มเติม