ต่างชาติมอง ‘เงินบาท’ ปี 69 พลิกอ่อนค่า หลัง ธปท.คุมเข้ม - เข้าใกล้เลือกตั้ง

ต่างชาติมอง ‘เงินบาท’ ปี 69 มีโอกาสอ่อนค่าสู่ระดับ 32.1 บาทต่อดอลลาร์ ในไตรมาสแรก หลัง ธปท.คุมเข้ม ออกมาตรการสกัดบาทแข็ง ท่ามกลางช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองเข้าใกล้เลือกตั้งเดือนก.พ.
นักวิเคราะห์มองว่า “ค่าเงินบาท” ที่กำลังแข็งค่าอย่างรุนแรงอาจกำลังจะสิ้นสุดลง สาเหตุหลักมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มออกมาตรการสกัดกั้นไม่ให้บาทแข็งเกินไป ประกอบกับมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง จากการเลือกตั้งที่กำลังจะเวียนกลับมาอีกครั้งในเดือนก.พ. ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน
ผลสำรวจจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 32.1 บาทต่อดอลลาร์ ภายในไตรมาสแรกของปี 2569 จากเดิมที่แข็งค่าอยู่ที่ระดับ 31.51 บาทเมื่อช่วงต้นสัปดาห์
สัญญาณที่ชัดเจนคือ เงินบาทได้หยุดสถิติการแข็งค่าต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ลงแล้ว หลังจาก ธปท. สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ต้องรายงานการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์ขึ้นไป เพื่อตรวจสอบ และยับยั้งการเก็งกำไรค่าเงิน
ย้อนรอย ‘บาทแข็งค่า’ สูงสุดรอบ 4 ปี
ในปี 2568 ที่ผ่านมา เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นถึง 8% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 4 ปี จนกลายเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงนี้ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มกังวล และระมัดระวังตัวมากขึ้น หลังจากที่หน่วยงานผู้ดูแลนโยบายอย่าง ธปท. ออกมาเตือนว่าเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไปแล้ว
สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐอาจเข้ามาแทรกแซงเพื่อเบรกไม่ให้บาทแข็งค่าเร็วเกินไป ซึ่งเมื่อรวมกับปัจจัยลบอื่นๆ จึงทำให้เริ่มเกิดกระแสคาดการณ์ว่า ถึงเวลาแล้วที่ค่าเงินบาทควรจะอ่อนค่าลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม
3 ปัจจัยหนุน 'เงินบาท' อ่อนค่าลง
คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์จากธนาคาร OCBC ระบุว่า เงินบาทในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จะเริ่มชะลอการแข็งค่าลง เนื่องจาก 3 สาเหตุหลัก คือ
- ตรวจสอบการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ
ทางการจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเงินทุนที่ไหลมาจากต่างประเทศ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการ "ค้าทองคำ" อย่างละเอียดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเก็งกำไรจนเงินบาทแข็งค่าเกินไป
- ราคาทองคำร่วง
เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็ว มักจะส่งผลกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงตามไปด้วย เนื่องจากไทยมีการนำเข้า-ส่งออกทองคำในปริมาณมาก
- เศรษฐกิจโตช้า
สภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร กลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เงินบาทขาดแรงหนุน และมีแนวโน้มอ่อนค่าลง
ทำไมต้องเล็งไปที่ ‘การค้าทองคำ’ ?
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า แบงก์ชาติจะใช้มาตรการ "ค่อยเป็นค่อยไป" ในการดูแลค่าเงินบาท โดยเน้นไปที่การตรวจสอบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างละเอียด โดยเฉพาะรายการที่มีการ "ขายดอลลาร์เพื่อแลกเป็นบาท" ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น
ปัจจุบันกิจกรรมการซื้อขายทองคำมีผลต่อตลาดเงินสูงมาก บางช่วงเวลาอาจสูงถึง 20% ของการซื้อขายทั้งหมดในตลาด ซึ่งถือว่าเยอะจนส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินบาทได้โดยตรง
ขณะนี้ แบงก์ชาติกำลังเร่งหารือกับบรรดา "ร้านทอง และผู้ค้าทองรายใหญ่" เพื่อหาทางออกร่วมกัน ในการลดแรงกดดันที่ทองคำมีต่อค่าเงินบาท ไม่ให้บาทแข็งค่าจนเกินไปจากการแห่ขายทองคำ
กังวล 'ความเสี่ยงการเมือง-เศรษฐกิจโตช้า'
วี คูน นักวิเคราะห์จาก BNY มองว่าตอนนี้เทรดเดอร์ทั่วโลกกำลังจ้องมองเงินบาทไทยอย่างใกล้ชิดเพราะก่อนหน้านี้ เงินวอนของเกาหลีใต้ เพิ่งจะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วหลังจากทางการออกมาส่งสัญญาณบางอย่าง
ดังนั้นเมื่อเงินวอนเริ่มนิ่งแล้ว เงินบาทจึงกลายเป็นเป้าหมายต่อไปที่ตลาดคาดว่าอาจจะเกิดการ “พลิกกลับ" จากแข็งค่ามาเป็นอ่อนค่าตามไป
ทั้งนี้ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้คาดการณ์ได้ว่าการแข็งค่าของเงินบาทอาจชะลอตัวลง คือ โมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งอาจบีบให้แบงก์ชาติไทยต้องลดดอกเบี้ย หรือผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากความเสี่ยงเรื่องภาวะเงินฝืดรุนแรงขึ้น
นักลงทุนกำลังรอดูข้อมูล “อัตราเงินเฟ้อ” ในวันที่ 7 ม.ค.69 โดยบลูมเบิร์กได้ทำผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาสินค้าในเดือนธ.ค.จะติดลบ 0.3% ต่อเนื่องจากเดือนพ.ย.ที่ติดลบ 0.49% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจเริ่มเย็นตัวลง
นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงิน หลังจากที่อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศยุบสภา เพื่อเตรียมเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 ช่วงนี้ไทยจะมีเพียง "รัฐบาลรักษาการ" ที่มีอำนาจในการใช้จ่ายงบประมาณจำกัด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการสนับสนุนนโยบาย และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
หว่องจาก OCBC ทิ้งท้ายว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ปัจจัยภายในประเทศจะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนค่าเงินบาทที่สำคัญกว่าปัจจัยภายนอก แต่เนื่องจากสถานการณ์การเมืองมักเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทิศทางของเงินบาทจึงยังมีความ "ไม่แน่นอน"
อ้างอิง Bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







