วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 ธ.ค.68 ‘อ่อนค่า‘ แรงขายทำกำไรทองคำ

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 ธ.ค.68 ‘อ่อนค่า‘   แรงขายทำกำไรทองคำ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.12 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  31.04 บาทต่อดอลลาร์ 

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.90- 31.35 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.20 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ก่อนที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซน 31.10 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.15 บาทต่อดอลลาร์) หลัง ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากโซน 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่ระดับ 4,490 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดช่วงปลายปี ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้างในจังหวะดังกล่าวและโดยรวมเงินดอลลาร์ก็เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways สะท้อนถึงผลกระทบของราคาทองคำต่อเงินบาทที่ยังคงมีอยู่พอสมควร 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 ธ.ค.68 ‘อ่อนค่า‘   แรงขายทำกำไรทองคำ

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท ในช่วงที่เหลือของปี 2025 จนถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) จะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนถึง ตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นยังมีกำลังอยู่ ทว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ (จนถึงสิ้นปี 2025) การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม

อีกทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2025 นี้ ก็ถือว่าเป็นช่วงหยุดยาวทำให้ปริมาณธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ได้พอสมควร หามีโฟลว์ธุรกรรมด้านใดด้านหนึ่งเข้ามากระทบตลาด โดยเฉพาะในช่วงวันทำการสุดท้ายของตลาดการเงินไทย 

ในเชิงเทคนิคัลนั้น เรามองว่า หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (เราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งเรามองว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

นอกจากนี้ เราได้ประเมิน มูลค่าที่เหมาะสมของเงินบาท (Fair Value) จากโมเดล Behavioral Equilibrium Exchange Rate (BEER) ที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยเทียบกับฝั่งสหรัฐฯ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาท (USDTHB) และดัชนีเงินบาทที่แท้จริง (Real Effective Exchange Rate REER) พบว่าอยู่ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทที่ระดับต่ำกว่า 30.75 บาทต่อดอลลาร์ ถือว่าเป็นระดับที่ Extremely Overvalued หรือเงินบาทแข็งค่าเกินไปมากอย่างมีนัยสำคัญ (Z-Score <= -2) ซึ่งเงินบาทจะมีแนวโน้มพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ ในระยะ 3 เดือน และ 6 เดือน ข้างหน้า

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัว Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ แต่อาจอ่อนค่าลงบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบทะลุแนวรับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ของราคาทองคำ

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน พร้อมระวังความผันผวนของตลาดการเงิน ในช่วงปลายปี ที่ปริมาณการทำธุรกรรมเบาบางลงชัดเจน

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP (ADP Weekly Employment) และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานการประชุม FOMC เดือนธันวาคมของเฟด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 34% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปี 2026 หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่เฟดระบุไว้เพียง 1 ครั้ง ใน Dot Plot ล่าสุด 

 

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของทางสหรัฐฯ ที่ต้องการยุติสงครามซึ่งยืดเยื้อเกือบ 4 ปี ทว่าการเจรจาดังกล่าวก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง หลังรัสเซียได้เปิดฉากถล่มเมืองหลวงของยูเครนในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนธันวาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน

 

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนพฤศจิกายน ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ท่ามกลางปัจจัยกดดันทั้งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตของไทย อย่าง การไหลทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน ที่กดดันภาคการผลิตของไทยอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น