วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

โบรกชี้เยนอ่อน 'ดาบสองคม' เสี่ยงเงินเฟ้อ กดกำลังซื้อ แต่หนุนท่องเที่ยวคึก

โบรกชี้เยนอ่อน 'ดาบสองคม' เสี่ยงเงินเฟ้อ กดกำลังซื้อ แต่หนุนท่องเที่ยวคึก

ค่าเงินเยนยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของญี่ปุ่น แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเริ่มขยับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่ทว่าเงินเยนที่อ่อนค่าจะเพิ่มความความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในการเพิ่มแรงกดดันด้านค่าครองชีพและกำลังซื้อในประเทศ แต่ทว่าก็ยังหนุนให้ภาคของการท่องเที่ยวคึกคัก

วิศกรณ์ คีรีวรรณ, CFA นักกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะ “สู้ศึกสองด้าน” คือการรับมือกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องหลีกเลี่ยงการกลับเข้าสู่ภาวะเงินฝืดที่เรื้อรังมานานหลายทศวรรษ
 

อย่างไรก็ตาม หลังจาก BOJ เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ตลาดเริ่มเห็นภาพของอัตราดอกเบี้ยสูงสุดชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าจะอยู่ราว 1.25% ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 1.5% ซึ่งทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสามารถคาดการณ์ได้ โดยตลาดมองว่า BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยทุก ๆ 6 เดือน ครั้งละประมาณ 0.25%

ทั้งนี้การส่งสัญญาณนโยบายที่เน้นความระมัดระวัง ส่งผลให้ค่าเงินเยนยังไม่แข็งค่าขึ้นในทันที โดยมีแนวโน้มทรงตัวหรือค่อย ๆ อ่อนค่าในระยะสั้นถึงระยะกลาง คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 150-160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐไปอีกระยะหนึ่ง

โดยค่าเงินเยนที่อ่อนค่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในสองด้าน ด้านบวกคือช่วยหนุนภาคการส่งออกและบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ เช่น Sony, Uniqlo และ Sushiro ที่มีรายได้จากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ด้านลบจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามบรรเทาผลกระทบดังกล่าวผ่านการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับขึ้นค่าแรง โดยในปีที่ผ่านมา ค่าแรงเฉลี่ยปรับขึ้นราว 5.3–5.4% และปี 2569 คาดว่าจะอยู่ใกล้ระดับ 5% เพื่อรักษาอำนาจซื้อของประชาชน

"ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างสำคัญ เนื่องจากความมั่งคั่งของประชาชนกว่า 40–50% ยังอยู่ในรูปเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนต่ำมากหรือเกือบเป็นศูนย์ในอดีต แต่เมื่อดอกเบี้ยเริ่มเป็นบวกและเงินเฟ้อกลับมา ผู้คนจะเริ่มตระหนักว่าเงินฝากไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ ทำให้มีแนวโน้มย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นมากขึ้นจะช่วยหนุนให้ค่า P/E ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีโอกาสขยายตัวได้ เนื่องจากประเทศที่มีเงินเฟ้อในระดับเหมาะสมราว 2% มักมีระดับ Valuation สูงกว่าประเทศที่เผชิญเงินฝืด แม้ค่าเงินเยนจะผันผวน แต่หากกำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโต ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ในระยะยาว"

สำหรับนักท่องเที่ยวไทย ช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าและเงินเยนยังอยู่ในโซน 150–160 ต่อดอลลาร์ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเงินเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายในญี่ปุ่น ขณะที่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีแรงหนุน โดยนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนการใช้จ่ายราว 24% ของทั้งหมด แม้ยังไม่กลับมาเต็มที่แต่ยังไม่ส่งผลลบอย่างมีนัยต่อภาพรวม

ทั้งนี้ ในมุมมองระยะยาววัฏจักรค่าเงินมักใช้เวลานานราว 7 ปี การที่ญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น จึงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก่อนที่ค่าเงินเยนจะกลับมาแข็งค่าอย่างชัดเจน

ธนพงศ์ เจริญวัฒนกิจ ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทิศทางค่าเงินเยนในปัจจุบันยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า แม้ที่ผ่านมาจะอ่อนลงมามาก โดยมองว่า การอ่อนค่าลงหลังจากนี้อาจจำกัด แต่ทว่าในระยะสั้นยังมีโอกาสเห็นความผันผวนในทิศทางอ่อนค่าได้ จากปัจจัยการทำ Yen Carry Trade และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

ทั้งนี้ แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว แต่ระดับดอกเบี้ยยังถือว่าต่ำ ส่งผลให้เงินเยนยังไม่แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่าเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ในด้านผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินบาทที่หลุดระดับ 0.2 บาทต่อเยน ได้สร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยกล้าใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่จำนวนผู้เดินทางไปญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น ยังพบว่ายอดใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้นตามค่าเงินที่อ่อนค่า แม้ว่าความกังวลก่อนหน้านี้เกี่ยวกับมาตรการจากประเทศจีน ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวจริงน้อยกว่าที่คาด และถูกชดเชยด้วยนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นในเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ค่าเงินเยนที่อ่อนค่ามากเกินไปอาจกลายเป็นดาบสองคมต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาและกำลังซื้อภายในประเทศ หากเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องและรุนแรงเกินควร จะทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลควบคุมเงินเฟ้อได้ยากขึ้น และอาจกระทบต่อการบริโภคของประชาชนญี่ปุ่นในระยะถัดไป ขณะความกังวล Yen Carry Trade ในปัจจุบัน มองว่าไม่ได้รุนแรงเท่ากับในอดีต และยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้"