background-default

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 ธ.ค.68 ‘แข็งค่า‘ รับเฟดลดดอกเบี้ย

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 ธ.ค.68 ‘แข็งค่า‘  รับเฟดลดดอกเบี้ย

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.73 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.82 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาท ในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.65-31.85 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา (วันที่ 10 ธันวาคม เป็นวันหยุดทำการของตลาดการเงินไทย) เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways ก่อนที่จะผันผวนสูงขึ้น และทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของเฟด และถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ในช่วง Press Conference (แกว่งตัวในกรอบ 31.72-31.87 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง หลังเฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาด 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 ธ.ค.68 ‘แข็งค่า‘  รับเฟดลดดอกเบี้ย

ทว่า คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด สะท้อนมุมมองของเฟดที่มีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น (เฟดปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในปี 2026 จาก 1.8% เป็น 2.3%) อีกทั้ง คาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยใหม่ของเฟด (Dot Plot) ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมในส่วนของค่ากลาง (Median) ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ทำให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีจังหวะปรับตัวสูงขึ้น กดดันทั้งราคาทองคำ (XAUUSD) และเงินบาท ก่อนที่สุดท้ายในช่วง Press Conference ถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาประเมินว่า เฟดยังมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้อาจจะค่อยเป็นค่อยไป (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินเฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีหน้า แต่ Dot Plot ยังสะท้อนว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงอีกครั้ง หนุนให้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สูงกว่าระดับก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC ส่วนเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นตามเช่นกัน 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น และอาจจบสิ้นปีแถวระดับ 31.85+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ตามที่เราคาดการณ์ไว้ในรายงานบทวิเคราะห์ Global FX Outlook 2026 (สามารถอ่านได้ใน LineOA หรือขอรับบทวิเคราะห์ฉบับบเต็มจากทาง Sales ของ Krungthai Global Markets) สอดคล้องกับโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทที่ยังคงมีกำลังอยู่ อย่างไรก็ดี เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดได้รับรู้ผลการประชุม FOMC ของเฟดไปแล้ว ซึ่งไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เรามองว่า ยังเหลือการประชุมธนาคารกลางสำคัญ โดยเฉพาะ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รวมถึง ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งที่มีสถานะถือครองเงินบาท อาจเลือกที่จะรอรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางดังกล่าว ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนสถานะถือครองที่ชัดเจนอย่างมีนัยสำคัญได้ และแม้ว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบ้าง อย่าง การขายทำกำไรสถานะ Short USD (มองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) หลังผลการประชุม FOMC ของเฟด ก็ไม่ได้สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับตลาดมากนัก 

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court)

ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังถ้อยแถลงของประธานเฟดยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดยังมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง และหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ส่วนใหญ่ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.67%  

 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.07% หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังการซื้อขาย ก่อนที่จะรับรู้ผลการประชุม FOMC ของเฟด สะท้อนจากการย่อตัวลงบ้างของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะ HSBC +3.2% และ บรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare ขนาดใหญ่ อย่าง Novo Nordisk +3.3%

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของเฟด ก่อนที่จะย่อตัวลงบ้างสู่ระดับ 4.13% หลังถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟดอยู่ อนึ่ง เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนไปตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน โดยเรายังคงแนะนำให้ ผู้เล่นในตลาดรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ (Buy on Dip) บอนด์ระยะยาว เน้นในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเท่านั้น 

 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมอ่อนค่าลง หลังถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมและอาจลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่เฟดระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 98.6 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 98.5-99.3 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงเชื่อว่า เฟดจะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ในปี 2026 หลังรับรู้ถ้อยแถลงของประธานเฟดในช่วง Press Conference ยังพอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) สามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 4,270 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุมเฟด

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ของสหรัฐฯ เพื่อประกอบการประเมินภาวะตลาดแรงงานและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

 

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE 

 

ทางฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ยังมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.50% เพื่อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังสหรัฐฯ ได้พยายามยุติสงครามดังกล่าวอีกครั้ง รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังการสู้รบตามแนวชายแดนได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น