วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

เมื่อโลกการท่องเที่ยว ก้าวสู่ ‘ยุคใหม่‘ ไทยพร้อมหรือยัง?

เมื่อโลกการท่องเที่ยว ก้าวสู่  ‘ยุคใหม่‘ ไทยพร้อมหรือยัง?

การท่องเที่ยวเรายังแข่งขันได้ไหม ในโลกที่เปลี่ยนไปนี่คือคำถามที่ไทยควรเริ่มถามตัวเองอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะในวันที่โลกการท่องเที่ยวกำลังเข้าเฟสใหม่

ในรายงาน 3 ชิ้นล่าสุดของ World Economic Forum (WEF)  มีหลายประเด็นที่สะท้อนชัดว่า 
การท่องเที่ยวยุคใหม่ เป็นเกมที่ต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ดร. สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคตของ TDRI ได้แบ่งปันข้อมุมมองที่น่าสนใจผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวโดยได้ หยิบประเด็นที่มองว่า "ไทยควรให้ความสำคัญมาแชร์"

1) นักเดินทางไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ภายในปี 2034 การท่องเที่ยวโลกจะสร้างมูลค่ามากกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์ และมีจำนวน “ทริป”  สูงกว่า 30,000 ล้านครั้งต่อปี
 
สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุดคือ ใครคือผู้เดินทาง และเขาต้องการอะไร เครื่องยนต์หลักของการเติบโต
ไม่ใช่ยุโรปหรืออเมริกา  แต่คือชนชั้นกลางในเอเชีย จีน อินเดีย  อินโดนีเซีย เวียดนาม และอาเซียน 

คนกลุ่มนี้เดินทางบ่อยขึ้น มองหาความคุ้มค่า ความสะดวก และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน มากกว่าแค่ไป “เยือนสถานที่สำคัญ” ต้องการ “ความหมาย” มากกว่า “ภาพถ่าย”

“เรื่องราว + ประสบการณ์” มากกว่าแค่สินค้า เทรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดของโลกตามรายงาน WEF ได้แก่ Live-event tourism โตเฉลี่ยปีละประมาณ 16% Ecotourism โตประมาณ 14% MICE โตประมาณ 9% Wellness tourism โตประมาณ 8%

และเมื่อการทำงานแบบยืดหยุ่นกลายเป็นเรื่องปกติ 
แนวโน้ม Workation ก็ทำให้เมืองท่องเที่ยวต้องเป็น “เมืองน่าอยู่ไป”พร้อมกัน ปัจจัย เช่น internet คุณภาพสูง, long-stay accommodation, และ พื้นที่ทำงานร่วมสมัย จะยิ่งสำคัญ

2) แรงกดดันรูปแบบใหม่ โอกาสใหญ่ขึ้น แต่ความเสี่ยงก็ใหญ่ขึ้นเช่นกัน

Overtourism - หลายเมืองทั่วโลก พบว่าจำนวนคนเพิ่มเร็วกว่าโครงสร้างพื้นฐานรองรับจนเกิดปัญหาน้ำไม่พอ ขยะล้น ถนนแออัด และความขัดแย้งกับชุมชนในพื้นที่

แรงงาน - AI อาจเริ่มเข้าแทนงานบริการจำนวนมาก 
หากประเทศใดไม่ยกระดับความสามารถของแรงงาน จะติดอยู่ในกับดักแรงงานราคาถูกและบริการคุณภาพต่ำ

สิ่งแวดล้อม - หากไม่มีมาตรการใหม่ การท่องเที่ยวอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 15% ของโลก 
หลายเมืองในแถบเอเชียเริ่มเผชิญน้ำท่วม ไฟป่า 
คลื่นความร้อนที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและรูปแบบการเดินทางของคนทั่วโลก

อาจต้องเปลี่ยนจากเช็คเมื่อไรดอกไม้สวย ไปเป็นเมื่อไรไม่ค่อยเสี่ยงฝุ่น น้ำท่วม ฯลฯ 

3) การท่องเที่ยวไม่ใช่ “อุตสาหกรรม” แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่ต้องขยับพร้อมกัน

รายงาน WEF เตือนว่า หลายนโยบายที่ประเทศต่าง ๆ ใช้มักไม่สำเร็จ  เพราะทำแบบ “แยกส่วน” 
โดยคิดว่าการท่องเที่ยว เป็นเรื่องของกระทรวงท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างของการทำ “แบบเดี่ยว ๆ” แล้วล้มเหลว 
ซึ่งบางข้ออาจฟังดูคุ้นๆ

หนึ่ง ขยายสนามบินหรือถนน แต่ไม่แก้ระบบน้ำ ขยะ และที่อยู่อาศัยของชุมชน ทำให้เกิดความแออัดและชาวบ้านเริ่มต่อต้าน

สอง ทำการตลาดดึงนักท่องเที่ยวเพิ่ม โดยไม่ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานหรือดูแลระบบนิเวศ  ส่งผลให้รายได้ต่อหัวไม่เพิ่ม แต่ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น

สาม ออกนโยบายสีเขียว แต่ไม่มีระบบกำกับที่ทำงานร่วมกันหลายกระทรวง ทำให้มาตรการใช้จริงไม่ได้และกลายเป็น greenwashing

สี่ ใช้แรงงานราคาถูกเพื่อดึงต้นทุนลงในระยะสั้น 
แต่คุณภาพบริการตกลง เทิร์นโอเวอร์สูง ทำให้ธุรกิจและทั้งอุตสาหกรรมไม่พัฒนา

ห้า จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวโดยไม่จัดการด้านราคา คุณภาพสินค้า หรือสนับสนุน SME 
ทำให้รายได้ลดลงและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้รับผลกระทบหนักกว่าเดิม

ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงว่า การท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน ขนส่ง สิ่งแวดล้อม ดิจิทัล การศึกษา และชุมชนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง 

ถ้าฟันเฟืองหนึ่งไม่ขยับ ฟันเฟืองอื่นจะต้านจนระบบทั้งหมดสะดุด

4) โมเดลการแก้ปัญหาที่น่าสนใจจากต่างประเทศ

มีหลายกรณีศึกษาที่ WEF ยกขึ้นเป็นตัวอย่างว่าการทำงานแบบ “ระบบนิเวศ” 

โปรตุเกส - แก้ปัญหาเมืองใหญ่ล้นและเมืองรองไม่โต ตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่รวมผังเมือง คมนาคม สิ่งแวดล้อม การเงิน และท่องเที่ยวมานั่งโต๊ะเดียวกัน 

ตั้งกองทุน Tourism Investment Fund ที่รัฐลงทุนร่วมเอกชนเพื่อเพิ่มการลงทุนในเมืองรองและโครงสร้างพื้นฐาน 

ผลลัพธ์คือรายได้ท่องเที่ยวโตมากกว่าเท่าตัวในสิบปี  และสัดส่วนนักท่องเที่ยวในเมืองรองเพิ่มจาก 28% เป็น 36%

นิวซีแลนด์ -ใช้โมเดล Regenerative Tourism เก็บ Visitor Levy และนำเงินไปฟื้นฟูธรรมชาติ พัฒนาห้องน้ำ เส้นทางเดิน และระบบความปลอดภัย 
พร้อมสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติที่เชื่อมมือถือ โรงแรม บัตรเครดิต และสายการบิน 

ทำให้เห็นภาพชัดว่าจุดไหนล้น จุดไหนควรกระจาย 
จนสามารถจำกัดคนแบบมีข้อมูลรองรับและทำให้คนพื้นที่สนับสนุน

โบโรบูดูร์ ในอินโดนีเซีย - การกำหนดราคาแบบ dynamic pricing แยกช่วงพีคและโลว์  ตลอดจนกำหนดจำนวนเข้าชมเป็นรอบ ๆ ทำให้จำนวนคนลดลง 29% แต่รายได้เพิ่มขึ้น  และช่วยปกป้องโบราณสถานจากการเสื่อมสภาพ

สิงคโปร์ - ยกระดับแรงงานโดยเน้นทักษะที่โยกไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้ (Transferable skills) เช่น ทักษะด้านเทคโนโลยี  หรือ งานบริการคุณภาพสูง ที่ใช้ได้ทั้งในโรงแรม ร้านค้า สนามบิน 
หรือทักษะการจัดอีเวนต์ที่ใช้ได้ทั้งใน MICE คอนเสิร์ต หรือแม้แต่ด้านโลจิสติกส์  ทำให้แรงงานมีใช้เทคโนโลยีเป็น รายได้ดีขึ้น และที่สำคัญยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะสามารถย้ายกลับไป-มาทำอุตสหากรรมอื่นๆได้

5) เราพร้อมหรือยัง ในปีนี้เราเห็นแล้วว่าการท่องเที่ยวแข่งขันเข้มขึ้นมาก และต่อไปน่าจะยิ่งท้าทาย เพราะหลายประเทศก็ต้องการรายได้จากท่องเที่ยว

เราอาจจะเล่นเก่งในอดีต แต่นี่ไม่ใช่เกมที่เราตื่นมาชนะได้เหมือนเดิม

รายงานนี้ชี้ให้เห็นว่า “เกมกำลังเปลี่ยน” โลกการท่องเที่ยวกำลังเดินหน้าเร็วมาก ประเทศที่ไม่ยอม “อัปเกรดระบบ” จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แต่ประเทศที่คิดแบบ ecosystem พร้อมใช้ข้อมูล-เทคโนโลยี พร้อมลงทุนในคน พร้อมปกป้องธรรมชาติ จะกลายเป็นผู้นำของเศรษฐกิจท่องเที่ยวยุคใหม่

ไทยมี “จุดแข็ง” เอามาใช้ได้มากมาย แต่เราพร้อมปรับตัวหรือยัง