วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

การเมืองและเศรษฐกิจอเมริกันแผ่ว ทรัมป์อาจอยู่ไม่ครบเทอม

การเมืองและเศรษฐกิจอเมริกันแผ่ว ทรัมป์อาจอยู่ไม่ครบเทอม

ระยะนี้ชาวอเมริกันลังเลใจกับการใช้จ่ายช่วงปลายปี เศรษฐกิจโดยทั่วไปน่าเป็นห่วง สินค้า อุปโภคบริโภคราคาแพงขึ้นเพราะนโยบายภาษีทรัมป์ อัตราการว่างงานขยับเพิ่มขึ้น บริษัทเป็นจำนวนมากชะลอการจ้างงาน ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงเป็นประวัติศาสตร์ การเมืองฝ่ายขวาแตกร้าวอย่างเห็นได้ชัด นักการเมืองหลายคนของพรรครีพับลิกันอาจลาออกจากสภาผู้แทนจนทำให้เสียงข้างมากพลิกไปเป็นของฝ่ายเดโมแครต

ซ้ำเติมกับข่าวลือเรื่องสุขภาพเสื่อมของทรัมป์ และปัญหาเรื่องอื้อฉาวเปิดโปงเอกสารของคดี Jeffrey Epstein นำมาสู่ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลงอย่างรวดเร็วต่อผู้นำสหรัฐฯและฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทำให้มีการวิจารณ์การเป็นวงกว้างว่าทรัมป์ 2.0 อาจจะอยู่ไม่ครบเทอม

ชัยชนะอย่างท่วมท้นเด็ดขาดของฝ่ายเสรีนิยมพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งพิเศษเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประกอบกับการสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันว่า หากมีการเลือกตั้งกลางเทอมในวันนี้ (ซึ่งกำหนดไว้ในเดือนพฤศจิกายนปีหน้า 2026) ผลคือ จะเลือกเดโมแครต 55% และ รีพับลิกัน 41% ซึ่งคะแนนต่างกันถึง 14% (poll NPR/PBS/Marist, Nov 10-13) หากเกิดขึ้นจริงก็แปลได้ว่าฝ่ายค้านอาจได้จำนวนส.ส. เพิ่มขึ้นอีก 14-20 ที่นั่ง จึงได้เป็นฝ่ายเสียงข้างมากและชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนกลับมาคืน ส่วนฝ่ายบริหารจะถูกตรวจสอบอย่างหนัก จนอาจจะทำงานไม่บรรลุผล ตามนโยบายเชิงรุกแบบก้าวร้าวต่างๆที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภาผู้แทนสหรัฐฯมีจำนวนส.ส.ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งหากเดโมแครตชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้เพิ่มอีกเพียงสาม (3) ที่นั่งก็จะได้เป็นเสียงข้างมาก ซึ่งจะทำให้สมการการเมืองเปลี่ยนทันที

ส่วนวุฒิสภานั้นโอกาสที่พรรครีพับลิกันจะยังรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ยังมีสูงอยู่ แต่ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากความนิยมของชาวอเมริกันต่อประธานาธิบดีทรัมป์ลดเหลือเพียงแค่ 41- 43%โดยเฉลี่ย (The New York Times and Silver Bulletin)

ความเชื่อมั่นในนโยบายและผลงานทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ปัจจุบันลดเหลือเพียงแค่ 38% (Fox News Poll)

นักการเมืองอเมริกันทั้งสองฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทรัมป์ว่า ‘ให้ความสำคัญกับกิจการต่างประเทศมากกว่าดูแลเศรษฐกิจปัญหาปากท้องของประชาชน’ มีการตั้งข้อสงสัยว่า ‘การทุ่มเทเวลาและทรัพยากรของผู้นำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะการหวังรางวัลโนเบลสันติภาพ นำมาสู่การทอดทิ้งประชาชนที่กำลังเจ็บปวดกับเศรษฐกิจ’

ราคาบ้านในสหรัฐฯโดยเฉลี่ยปัจจุบันขยับขึ้นมาเป็น $415,200 (13.3 ล้านบาท) และผู้ซื้อบ้านอายุโดยเฉลี่ยปัจจุบันขยับมาเป็น 41 ปี

อัตราค่าเช่าบ้านโดยเฉลี่ยขยับขึ้นมาเป็นเดือนละ $1,843-2,000 โดยเฉพาะในเมืองใหญ่เช่นนิวยอร์กเฉลี่ยที่เดือนละ $3,600 แต่ชนบทอย่างเช่นเขตเกษตรกรรมภาคกลางอาจเฉลี่ยที่ $800 ต่อเดือน

ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยแพงนำมาสู่ความคิดของฝ่ายบริหารเสนอการผ่อนบ้านยาวถึง 50 ปี ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและดูท่าจะไม่เป็นที่ยอมรับ

ทรัมป์ย้ำว่าการเก็บภาษีศุลกากรเป็นผลดีต่อชาวอเมริกันและจะหาวิธีการทำให้สำเร็จโดยไม่ท้อถอย ถึงแม้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาว่าละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และประกาศว่าอีกว่าภายในต้นปีหน้ารัฐบาลจะนำรายได้จากภาษีศุลกากรมาแจกคืนให้ชาวอเมริกัน $2,000 ต่อคน ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วก็คงเป็นไปไม่ได้จริงอย่างที่กล่าว เนื่องจากจะต้องใช้เงินจำนวนกว่า 300,000 ล้านดอลล่าร์ แต่ปัจจุบันเก็บภาษีศุลกากรได้เพียง 200,000 ล้านดอลล่าร์เท่านั้น

การที่การเมืองและเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯตึงเครียดเพิ่มขึ้นทุกวัน อาจนำมาสู่การเบี่ยงเบนความสนใจโดยพุ่งไปที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น การกดดันอย่างรุนแรงต่อยูเครนให้ยอมรับเงื่อนไขที่รัสเซียได้เปรียบ ซึ่งจะสั่นคลอนความมั่นคงต่อหลายประเทศในยุโรปตะวันตก และ หากเรื่องนี้ไม่สามารถสรุปได้โดยเร็วอาจนำมาสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงเป็นวงกว้างได้

ล่าสุดมีการเตรียมพร้อมของกองทัพอเมริกัน สร้างภาพลักษณ์กดดันหรืออาจจะเตรียมปฏิบัติการจริงเพื่อบุกโจมตีภาคพื้นดินในเวเนซุเอลา หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯสั่งกองทัพยิงระเบิดทำลายเรือขนาดเล็กและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีหลักฐานว่าผู้เสียหายตามที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องขบวนการค้ายาเสพติดที่จะนำมาสู่ชีวิตและทรัพย์สินของชาวอเมริกา

ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของรัฐบาลสหรัฐฯกับรัฐบาลอิสราเอลเรื่องกาซ่าก็ยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังดำเนินการเชื่องช้าและอาจไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ข้อตกลงการหยุดยิงและการฟื้นฟูกาซ่านั้นยังเป็นการเจรจาต่อรองที่ยังหาบทสรุปไม่ได้ และยังมีข่าวแทบทุกวันเรื่องการใช้ความรุนแรงของกองทัพเอกอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์

ทรัมป์เจอศึกทั้งในและนอกประเทศรุมเร้าพร้อมกัน และนักการเมืองรีพับลิกันซึ่งเคยสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอดเริ่มแสดงท่าทีกล้าตีห่าง พวกเขาเหล่านั้นเป็นห่วงการเลือกตั้งของตนเองในรอบต่อไปโดยไม่หวังพึ่งพาความนิยมและบารมีของทรัมป์เหมือนเช่นเคย และหลายคนอาจคิดว่าการมีภาพลักษณ์ของตนเองใกล้ชิดกับทรัมป์มากเกินไปก็อาจกลายเป็นอุปสรรคปัญหาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ได้

เศรษฐกิจอเมริกันดูผิวเผินคล้ายกับเหมือนโตขึ้นเรื่อยๆ แต่หากพิจารณาโดยละเอียดจะเห็นได้ว่า ตัวเลขที่เป็นแนวบวกของดัชนีหุ้นนั้นที่แท้จริงถูกอุ้มโดยการทุ่มทุนมหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทั้งเจ็ด (The Magnificent Seven) กลุ่มบริษัททั้งเจ็ดนี้ถือเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักและเป็นแรงขับเคลื่อนของกระแส AI ในปัจจุบัน ได้แก่ Alphabet, Amazon, Apple, Meta Platforms, Microsoft, Nvidia และ Tesla ซึ่งมีมูลค่ารวมเป็นสัดส่วนถึง 32.2% ของ S&P 500

นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดว่ายักษ์ใหญ่ทั้งเจ็ดนั้นจะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าไหมกับการทุ่มตนสุดตัวกับความสำเร็จของ AI S&P 500 เทียบกับสุขภาพของอีก 493 บริษัทใน S&P 500

ทรัมป์ 2.0 จะอยู่ไปได้อีกกี่เดือนหรือกี่ปีไม่มีใครคาดเดาได้ แต่ในความเห็นส่วนตัวแล้วผมคาดว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ในเร็ววันนี้ และอาจเห็นเซอร์ไพรส์ในสภาผู้แทนของสหรัฐฯในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ โดยไม่ต้องรอถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนปีหน้าครับ