วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ล็อกกำไร‘หุ้นสหรัฐ’ตุนเงิน รอจังหวะช้อน‘หุ้นจีน-ฮ่องกง‘ราคาดี

ล็อกกำไร‘หุ้นสหรัฐ’ตุนเงิน  รอจังหวะช้อน‘หุ้นจีน-ฮ่องกง‘ราคาดี

ขณะที่ “ตลาดจีนและฮ่องกง” กลับมีหุ้นดีราคาถูกให้เลือกลงทุนมากมาย การ “Rebalance พอร์ต” จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อรับมือความผันผวนและเตรียมพร้อมสำหรับปีหน้า

“ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด หรือ Jitta Wealth ให้มุมมองว่า  ทุกวันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ถือหุ้นสหรัฐกันค่อนข้างมาก เชื่อว่าคนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะสามารถทำกำไรจากหุ้นสหรัฐกันไม่มากก็น้อย 

ล็อกกำไร‘หุ้นสหรัฐ’ตุนเงิน  รอจังหวะช้อน‘หุ้นจีน-ฮ่องกง‘ราคาดี

  เนื่องจากตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปีนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นมาแล้วราว 60% ปีนี้ทุกคนจะเห็น S&P 500 และ Nasdaq 100 ทำ All time high ต่อเนื่อง 5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยบวกของโลกยุค AI Boom เข้ามาเปลี่ยนเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและภาครัฐมีการปรับตัวรับโลกใหม่ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกหลายปี

แม้จะมีเสียงแตกระหว่างความเชื่อที่ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐ กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ AI กับ โลกยุค AI Boom เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งจริงๆ ไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่า ฟองสบู่จะแตกหรือไม่แตกกันแน่? หรือถ้าแตกแล้วจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? 

“ตราวุทธิ์” กล่าวว่า เราอย่าไปหาคำตอบนี้ดีกว่าเพราะไม่มีใครตอบได้ถูกแน่ ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้ชัดเจนสุด คือ “ทุกครั้งที่หุ้นสหรัฐขึ้น คือ ความเสี่ยงที่สูงมากขึ้น”

แม้ว่าวันนี้หุ้นสหรัฐ มีค่า P/E สูง 20-22 เท่า สะท้อนตลาดที่แพง แต่ตราบใดที่หุ้นยังมีแนวโน้มการเติบโตของกำไร เท่ากับเป็นปัจจัยสำคัญที่ยังประคองหุ้นสหรัฐ  ยืนอยู่ระดับแพงในเวลานี้ และหากเมื่อใดที่ผลประกอบการออกมาไม่ดี แน่นอนว่า “มีโอกาสที่ราคาหุ้นร่วงแรง 20%” ได้เช่นกัน 

ฉะนั้น วันนี้หุ้นสหรัฐไม่ใช่ตลาดที่น่าหลงใหลแล้ว แต่เริ่มเข้าสู่ “โซนน่ากลัวมากกว่า” และไม่ควรพยายามที่จะลงในหุ้นที่มีความเสี่ยงมากเกินไปแล้ว สะท้อนจากตัวคาดการณ์ตลาด (Market Prediction) ของ Jitta วิเคราะห์จากหุ้นสหรัฐ 50 อันดับแรก พบว่า ปัจจุบันมีหุ้นถูก 24 ตัว หุ้นแพง 26 ตัว คิดเป็นจำนวนหุ้นถูกและแพง อยู่ที่ 0.92 เท่า

อย่างไรก็ตาม หุ้นสหรัฐที่แพง เป็นการเปรียบเทียบกับราคาหุ้นเมื่อ 2 ปีก่อนที่ต้องบอกว่ามีหุ้นสหรัฐราคาถูกจำนวนมาก ปีนี้ตลาดสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์ของ “การเก็งกำไร” ค่อนข้างมาก และมีโอกาสที่หุ้นจะขึ้นแรงและลงแรงได้ตลอด เมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระแทก ล่าสุด สงครามภาษีรอบสองนี้ ถือเป็นจุดที่ต้อง “ระวังตัว” 

“ตราวุทธิ์” แนะว่า ในช่วงนี้ คือ “การทำRebalance ”หรือ “ปรับพอร์ต” สำหรับคนที่ถือ หุ้นสหรัฐ อยู่ในพอร์ตและมีกำไรขึ้นมากพอสมควรแล้ว โดยทะยอยขายออกมาบางส่วน เป็นการปรับโหมดน้ำหนักลงทุนจาก “เชิงรุก” (Aggressive) เป็นการป้องกัน (Defensive) เพราะหาก “หุ้นร่วง” จะไม่เจ็บหนัก

ที่สำคัญยังมีเงินที่รอกลับไปช้อนซื้อของถูกกลับมาใหม่ หรือไปเลือกซื้อในตลาดหุ้นอื่นที่กำลังขาลงน่าสนใจลงทุนเป็นการกระจายลงทุนให้พอร์ตสมดุล นั้นคือ “ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง” 

สำหรับตลาดหุ้นจีน  “บลจ.จิตตะ เวลธ์”  ได้ให้แนะนำตั้งแต่ปลายปี 2566 จนถือมาถึงตอนนี้น่าจะได้กำไรกันไม่น้อย โดยเฉพาะในปีนี้หุ้นจีนปรับตัวพุ่งขึ้นแรงแม้จะเจอวิกฤติสงครามภาษี วันปลดแอกสหรัฐ แต่ก็พลิกกลับมาทำ“นิวไฮ” ได้ตามตลาดโลก 

สะท้อนจากดัชนี MSCI China เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ในเดือนก.ย.ที่ผ่านมาซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561 โดยดัชนี CSI ปรับตัวขึ้นมาราว 40-50% 

ขณะที่ตัว Market Prediction บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นจีน ยังมีหุ้น 48 ตัวที่มีราคาถูก และอีก 2 ตัวมีราคาแพง เมื่อเปรียบเทียบจำนวนหุ้นถูกและแพงออกมาจะอยู่ที่ประมาณ 24 เท่า หมายถึง “มีหุ้นดีๆราคาถูกจำนวนมากให้เลือกลงทุน” 

ในส่วน ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง พุ่งขึ้น 31% ซึ่ง Market Prediction ตลาดหุ้นฮ่องกง บ่งชี้ว่ายังมีหุ้นถูก 46 ตัว หุ้นแพง 4 ตัว คิดเป็นจำนวนหุ้นถูกและแพง อยู่ที่ประมาณ 11.5 เท่า

“ตราวุทธิ์” กล่าวว่า หุ้นจีนที่เวลานี้เข้าสู่โหมด “ปรับฐานอีกครั้ง” แม้จะกำลังเผชิญกับสงครามภาษีรอบใหม่ แต่ตลาดยังเชื่อมั่นว่า จีนจะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงสงบศึกทางการค้ากับสหรัฐ รวมถึงเชื่อมั่นในศักยภาพด้าน AI ของประเทศจีนที่กำลังในช่วงเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับสหรัฐ 

สะท้อน “นักเศรษฐศาสตร์” และ “ผู้จัดการกองทุนในฮ่องกง” ประเมินสถานการณ์ในช่วงนี้ อาจจะบั่นทอนการถีบตัวสูงขึ้นของตลาดหุ้นจีน แต่ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงแนวโน้มขาขึ้นของตลาด เพียงแต่การดีดตัวขึ้นของตลาดจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพราะยังมีแรงกดดันจากความไม่ชัดเจนครอบงำอยู่ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ผลกระทบของภาษีสหรัฐต่อภาคส่งออก และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต