“เครดิตบูโร” ถอดบทเรียน 20 ปี ชี้วิกฤติซ้อนวิกฤติ เร่ง “หนี้ครัวเรือน-หนี้เสียเอสเอ็มอี” พุ่ง จับตาแผนโอน “เอ็นพีแอล” รายเล็ก 3 ล้านรายสู่ “เอเอ็มซี” รูปแบบใหม่ พร้อมเตือนลบประวัติเครดิตเท่ากับพาประเทศถอยหลังสู่ยุค “คนตาบอดปล่อยกู้” ด้าน “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาดเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลหนี้เสียไหลแย่ลง
การดำเนินงานของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างสำคัญของระบบการเงินไทย ที่อยู่คู่กับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในหลายยุคหลายช่วงเวลา
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ เครดิตบูโร กล่าวว่า ในวาระครบรอบ 20 ปี “เครดิตบูโร” สะท้อนเส้นทางจากจุดกำเนิดหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง สู่การเป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศ พร้อมชี้จุดเปราะบางทางเศรษฐกิจและทางออกเร่งด่วนในปีหน้า
โดยตลอด 20 ปีที่ดำเนินงาน วิกฤติที่ทำให้ข้อมูลในระบบสั่นสะเทือนหนักที่สุดมีสองเหตุการณ์ ได้แก่ หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของสึนามิหนี้ครัวเรือนและวิกฤติที่สองคือ วิกฤติโควิด-19 รายได้หาย-หนี้พุ่ง และปรากฏการณ์ไต่ภูเขาหนี้
วิกฤติโควิดกลายเป็นรอยแผลลึกอีกรอบที่ทับบนหนี้ครัวเรือนเดิม จนเกิดภาวะ “income shock” หรือการตกหลุมรายได้ต่อเนื่องยาวนาน 3-4 ปี ขณะที่ดอกเบี้ยยังคงอยู่ ทำให้ลูกหนี้ต้องเผชิญภาระ “ภูเขาหนี้” ที่ประกอบด้วยต้นเงิน ดอกเบี้ย และดอกเบี้ยผิดนัดชำระ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของครั้งนี้ คือ การแก้ไขระบบประวัติเครดิต เพื่อไม่ให้บัญชีหนี้เสีย “หายไปเฉย ๆ” หลังถูกโอนไป AMC ปกติหนี้ที่ขายไป AMC จะถูกกำหนดเป็นรหัส 42 และหายไปจากระบบ เมื่อปิดบัญชีแล้วจึงกลับมาเป็นรหัส 43 แต่ครั้งนี้จะปรับใหม่ทั้งหมดดังนี้ หนี้ที่ถูกขายไปและปรับโครงสร้าง จะได้รหัส 26 (เข้าโครงการ)
หากลูกหนี้ชำระดีจะได้รหัส 16 เมื่อชำระดีครบ 12 เดือน ลูกหนี้จะมี “ประวัติดี 12 เดือน” ซึ่งช่วยให้กลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ หากไม่มีระบบนี้ ประวัติจะหายไป 2 ปีเต็ม ผู้ปล่อยสินเชื่อไม่รู้ว่าระหว่างนั้นลูกหนี้ “กลับตัวหรือไม่” ซึ่งทำให้โอกาสเข้าถึงสินเชื่อลดลงอย่างมาก
หน้าที่หนึ่งของเครดิตบูโร คือ ทำข้อมูลส่งให้ผู้กำหนดนโยบาย เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ข้อมูลล่าสุดมีสาระสำคัญ ดังนี้ ประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตามนิยามอย่างเป็นทางการ 2.8 ล้านบริษัท มีหนี้ของบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ราว 650,000 ล้านบาท หนี้เสียภาคเอสเอ็มอี อยู่ที่ประมาณ 300,000-400,000 ล้านบาท
ที่น่าห่วงคือข้อมูลจากทีมวิจัยภายนอกชี้ว่า “ซูเปอร์ไมโคร” และกิจการรายเล็กมากมีสัดส่วน NPL สูงถึง 14% ซึ่งเป็นระดับสองหลัก สะท้อนความเปราะบางที่สูงมากยิ่งกิจการเล็กเท่าใด ความเสี่ยงยิ่งสูงในช่วงเศรษฐกิจที่ซบเซา ดังนั้นหากภาคการเงินยังเข้มงวด และรัฐไม่มีมาตรการแรงพอ ผู้ประกอบการรายเล็กจะยิ่งถูกฉุดรั้ง เศรษฐกิจโดยรวมจะซึมลึกเป็นเวลานาน
ลบข้อมูลเครดิตบูโรเท่ากับถอยหลังสู่ยุคก่อน
นายสุรพล ยังกล่าวต่อถึงกรณี ที่ก่อนหน้านี้มีการเสนอจากพรรคการเมืองว่า จะให้ลบข้อมูลเครดิต ลบประวัติการค้างชำระหนี้ต่างๆ ให้เหลือเพียง 6 เดือน หรือลบประวัติออกไป เหล่านี้มองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะการลบข้อมูลเครดิตจะทำให้ “คนดี-คนไม่ดีถูกลบเหมือนกันหมด” ผู้ปล่อยกู้จะไม่รู้ประวัติจริง กลายเป็น “คนตาบอด” เหมือนยุคก่อนมีเครดิตบูโร และยิ่งทำให้ปล่อยกู้ยากกว่าเดิม
นอกจากนี้ มองว่า การแก้หนี้อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดึงผู้ที่อยู่นอกระบบมาอยู่ในระบบมากขึ้น แม้หลายประเทศมีการเก็บข้อมูลหลากหลาย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือการชำระหนี้ผ่านเช็ค แต่ไทยยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะการนำข้อมูลของสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าสู่ระบบเครดิตบูโร
สาเหตุสำคัญ ได้แก่ สหกรณ์มี “บุริมสิทธิ์” หักหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่นสูงถึง 70% ของรายได้ลูกหนี้ ด้วยความเสี่ยงต่ำ ทำให้ “ไม่มีแรงจูงใจ” เข้าร่วมระบบ NCB เกิดความเหลื่อมล้ำทางกฎระเบียบ เพราะหน่วยงานบางประเภทที่ปล่อยสินเชื่อสวัสดิการไม่ต้องส่งข้อมูล มองว่า การดึงผู้ให้บริการทางการเงินต่างๆ เข้ามาสู่ระบบเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก แต่เป็นโจทย์ที่ต้องทำเพื่อให้เห็นครบมิติอย่างรอบด้าน
จับตาสินเชื่อ BNPL
ทั้งนี้ มองว่า ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ตัวแปรสำคัญในการให้โอกาส หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ NCB ให้ความสำคัญ คือ นำข้อมูลทางเลือกมาใช้ร่วมข้อมูลเครดิตเดิม ข้อมูลทางเลือก เช่น การชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือพฤติกรรมใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จะช่วยสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภค บ่งบอกถึงความสามารถชำระหนี้
แม้ปัจจุบันกฎหมายไทย ยังไม่เปิดให้เก็บข้อมูลทางเลือกเต็มรูปแบบ แต่ผู้วิเคราะห์มองว่า หากนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลรวมเป็นสกอร์เสริม จะดึง “โอกาสที่ซ่อนอยู่” ให้ปรากฏขึ้นได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่มีประวัติการเงินชัดเจน เช่น คนหนุ่มสาวหรือธุรกิจขนาดเล็กที่ทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
สำหรับบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) ที่เติบโตรวดเร็ว กลายเป็นแหล่งข้อมูลใหม่ที่สำคัญ เมื่อตัวแพลตฟอร์มเริ่มส่งข้อมูลเข้าระบบ NCB จะเห็นภาพหนี้คนไทยชัดขึ้น แม้ขนาดสินเชื่อต่อบัญชีจะเล็ก แต่จำนวนผู้ใช้เยอะ ทำให้ภาพรวมหนี้ขยายใหญ่เสมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่อยู่ใต้ผิวน้ำ
การนำข้อมูล BNPL และนาโนไฟแนนซ์เข้ามาทำให้ NCB และผู้กำหนดนโยบายมองเห็นความเสี่ยงและโอกาสได้ชัดเจน ขณะเดียวกันข้อมูลยังแสดงว่า NPL ของผลิตภัณฑ์กลุ่มนาโนไฟแนนซ์โดยรวมอยู่ในระดับธรรมชาติของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ไม่ได้สูงผิดปกติ แต่ต้องจับตาและบริหารอย่างระวัง
ศูนย์วิจัยกสิกรฯชี้ “หนี้เสีย”แย่ลง
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ปริมาณหนี้เสียไหลไปในทิศทางที่แย่ลง เนื่องจากมีลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้มากขึ้น ฐานข้อมูลของ NCB ระบุว่า NPL แต่ละไตรมาสค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น จากไตรมาสแรกที่ 3.7% เพิ่มขึ้นเป็น 3.94% ในไตรมาส 2 ดังนั้น เมื่อลงในรายละเอียด พบว่า หนี้ NPL ภาคธุรกิจส่งสัญญาณน่าเป็นห่วงมากที่สุด
ข้อมูลจาก NCB ระบุว่า NPL ของ เอสเอ็มอี ในกลุ่ม Micro และ Supermicro รวมกันมีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 14% ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ เริ่มมีสัญญาณเตือนแล้วเช่นกัน เพราะถึงแม้ NPL จะไม่เพิ่มขึ้น แต่หนี้สัดส่วนของหนี้ที่ค้างชำระเกินกว่า 1 เดือนเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนความสามารถชำระหนี้ที่น้อยลง
จากการศึกษาอัตราผลตอบแทนจากสัดส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สะท้อนการทำกำไรที่ลดน้อยลง อาจส่งผลต่อการชำระคืนหนี้ แม้สำหรับรายใหญ่แล้วเรื่องสภาพคล่องอาจยังไม่เป็นปัญหา แต่ผลกระทบอาจเกิดกับธุรกิจรายย่อยหรือ เอสเอ็มอี เป็นส่วนมาก ถึงแม้ว่าหนี้ดีที่ค้างชำระใหม่ๆ อาจมีการปรับโครงสร้างเพื่อช่วยเหลือได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไม่เปลี่ยน จะทำให้ความคาดหวังในการฟื้นตัวน้อยลงได้
“การปรับโครงสร้างหนี้ธุรกิจทำได้ยากกว่าหนี้ครัวเรือน เพราะต้องพิจารณาโอกาสทำกำไรในอนาคต และความสามารถแข่งขันในสภาวะแวดล้อมที่โหดร้าย และหากปัจจัยแวดล้อมธุรกิจไม่เปลี่ยนแปลง ความคาดหวังต่อความสำเร็จของการปรับโครงสร้างหนี้มีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป”





