วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24 พ.ย.68 ‘แข็งค่า‘ ตามราคาทองรีบาวด์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24 พ.ย.68 ‘แข็งค่า‘ ตามราคาทองรีบาวด์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.44 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”

จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.52 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้  ที่ระดับ 32.10-32.75 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.55 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 32.38-32.54 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะการรีบาวด์สูงขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุม FOMC เดือนธันวาคมนี้ จากถ้อยแถลงของ John Williams (NY Fed และเป็น Permanent FOMC Voter) ที่ระบุว่า เฟดมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะใกล้ (ผู้เล่นในตลาดตีความว่า ระยะใกล้อาจหมายถึง การประชุม FOMC เดือนธันวาคมนี้)

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาทยอยเปิดรับความเสี่ยง กดดันให้ ราคาทองคำมีจังหวะย่อตัวลง โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24 พ.ย.68 ‘แข็งค่า‘ ตามราคาทองรีบาวด์

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว อีกทั้งเรายังคงประเมินว่า เฟดยังมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งผู้เล่นในตลาดยังไม่ได้มั่นใจต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนธันวาคมแบบ Fully Priced-In ทำให้เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down และอาจจบสิ้นปี 2025 แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (หรือแข็งค่ากว่าระดับดังกล่าวเล็กน้อย) ได้

ทว่าเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศออกมา รวมถึงรายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจโดยบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) ซึ่งจะช่วยให้ตลาดสามารถปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้ อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านได้บ้าง ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.50-32.65 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้เล่นในตลาด ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควร

และหากอ้างอิงกลยุทธ์ Trend-Following เรามองว่า เงินบาทจะกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า อีกครั้ง เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ (หรือปรับตัวขึ้นเหนือโซนเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์) ได้อย่างชัดเจน

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจย่อตัวลงต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และรายงาน Fed Beige Book ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมามั่นใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ทว่าเงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุน หากเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อ่อนค่า จากความกังวลเสถียรภาพการคลัง หลังรับรู้แผนงบประมาณรัฐบาลอังกฤษ

สัปดาห์ที่ผ่านมา การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงในช่วงปลายสัปดาห์ หลังถ้อยแถลงของประธาน NY Fed ที่ระบุว่าเฟดยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนธันวาคมนี้

สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอติดตาม รายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) ควบคู่กับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ แผนงบประมาณรัฐบาลอังกฤษ

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เป็นต้น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะในช่วงนี้จะเข้าสู่ช่วงงดให้สัมภาษณ์สื่อต่อประเด็นเศรษฐกิจและแนวโน้มนโยบายการเงินของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อนึ่ง เรามองว่า ควรจับตารายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) ซึ่งอาจส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้กลับมาปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนธันวาคม เป็น 63% จากก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 30%-40% (ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธันวาคม หลังรายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในเดือนกันยายน ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดพอสมควร) 

▪ ฝั่งยุโรป – แม้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะมี ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) จากทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) แต่ตลาดการเงินยุโรป โดยเฉพาะตลาดการเงินอังกฤษเสี่ยงผันผวนสูง ในช่วงผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้ แผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษ (UK Budget) ที่มีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลอังกฤษจะเดินหน้ารักษาวินัยการคลัง ด้วยการเพิ่มรายได้จากหลายช่องทาง เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษอาจไม่เลือกที่จะขึ้นภาษีเงินได้ตามที่เคยได้ระบุไว้ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยหากผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของอังกฤษ ก็อาจกดดันให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาวของอังกฤษปรับตัวสูงขึ้น ตามแรงขายบอนด์ระยะยาว ขณะเดียวกัน เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ก็เสี่ยงอ่อนค่าลงพอควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลักดังกล่าว   

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนพฤศจิกายน ของจีน ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อของกรุงโตเกียว ในเดือนพฤศจิกายน รวมถึงภาวะการจ้างงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนตุลาคม ในส่วนการประชุมบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชียนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ย ณ ระดับ 2.50% ไปก่อน

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการค้าระหว่างประเทศ ทั้งยอดการส่งออกและนำเข้า ในเดือนตุลาคม รวมถึง รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวม