นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มองแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารนั้น ถือเป็นแนวคิดที่ดี
แต่การลดต้นทุนด้านความเสี่ยงของธนาคารเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ควรเลือกช่วยเอสเอ็มอีกลุ่มใด ธุรกิจประเภทใดควรเป็นเป้าหมายหลักของการผลักดันเพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ
“เราต้องเลือกแล้วจะช่วยเอสเอ็มอีกลุ่มไหน และเราต้องเลือกโต เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยต้องการให้ทุกคนในทุกภาครู้สึกว่าได้รับเม็ดฝนที่โปรยปรายเท่าเทียมกัน ดังนั้น เราต้องคิดไทยมีศักยภาพกี่เรื่อง ถ้าเราบอกว่ามีสามเรื่อง ธุรกิจที่ไม่อยู่ในสามเรื่องนี้ก็อาจต้องพักก่อน เพราะเราต้องเอายานแม่ให้รอดก่อน และการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ต้องไม่ใช่เพียงการเพิ่มสภาพคล่องหรือออกมาตรการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมโดยหวังว่าทุกภาคส่วนจะได้เท่ากัน วิธีคิดแบบต้องให้ทุกคนรู้สึกได้เหมือนกันจะทำให้ประเทศยืนอยู่กับที่ และไม่สามารถสร้างการเติบโตใหม่ได้”
ในต่างตรงกันข้าม มองหากรัฐค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี แบบหว่านแห ก็จะไม่สามารถสร้างอานิสงส์เศรษฐกิจที่แท้จริงได้ เพราะทรัพยากรจะกระจายจนไม่เกิดพลังที่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง
“ประเทศไทยหากจะไปต่อ ไม่ว่าโครงการไหน ต้องแสดงจุดร่วมส่วนใหญ่ สงวนจุดต่างส่วนน้อย แต่หากเอาทุกจุดเลย ประเทศยืนอยู่กับที่ ดังนั้น ต้องเลือกเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพื่อให้เขาฟื้นแล้วไปต่อ”
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่ล่าสุดกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างร่วมกันทำแผน มองเป็นแนวทางที่ถูกทิศทาง และมีศักยภาพที่จะลดภาระต้นทุนความเสี่ยงของธนาคารที่ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี เพราะหากทำได้จริง ก็ควรจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังไม่เห็นรายละเอียดแผนดังกล่าว จึงยังไม่สามารถประเมินผลกระทบเชิงปฏิบัติได้ทั้งหมด แต่ยืนยันว่าธนาคารพร้อมสนับสนุนหากมาตรการนี้ช่วยเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีกลับมาขอสินเชื่อได้มากขึ้นโดยไม่ถูกจำกัดจากต้นทุนเครดิตที่สูงเหมือนเดิม
ในมุมของแบงก์กรุงเทพ การปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายกลาง และรายปลีกยังคงเป็นภารกิจสำคัญของธนาคาร และเป็นแนวทางที่ธนาคารต้องการเดินหน้าต่อ เพื่อให้ลูกค้าสามารถธุรกรรม ขยายธุรกิจ และปรับปรุงธุรกิจของเขาได้
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า สิ่งที่สมาคมธนาคารไทยได้มีการพูดคุยกับรัฐบาลช่วงที่ผ่านมาคือ กลไกช่วยเหลือเอสเอ็มอีต่าง ๆ มีอยู่แล้ว เช่น ซอฟต์โลน หรือการค้ำประกันสินเชื่อผ่านกลไก บสย.
ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นเพิ่มเติมคือ การใช้หลากหลายเครื่องมือร่วมกัน หรือการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ หรือ Holistic ทั้งการใช้ซอฟต์โลน คู่กับเครดิตการันตีของ บสย. บวกกับทรัพยากรที่เหลืออยู่
และบวกกับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมต้องการขับเคลื่อน เช่น Smart industry เพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่ ๆ
ซึ่งมองว่า เมื่อการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ หลายเครื่องมือควบคู่กัน ก็จะทำให้มีพลังในการช่วยแก้ปัญหาให้กับภาคเอสเอ็มอีได้ ทั้งการตอบโจทย์เรื่องทรัพยากร ทักษะ และรูปแบบการทำธุรกิจ และเมื่อธุรกิจกลับมาแข่งขันได้ก็จะมาสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น และนำมาสู่การชำระหนี้ตามศักยภาพได้ในท้ายที่สุด
“การช่วยค้ำประกันต้องมาคู่กับการช่วยทักษะ ไม่ใช่ช่วยเงินอย่างเดียว ต้องมาเป็นระบบ จะใช้เครื่องมือเดียวไม่ได้ เช่นบอกว่าต้องการวิตามิน 10 ออนซ์ แต่ได้แค่ 2 ออนซ์ มันช่วยไม่พอ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





