วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เฟทโก้’ ชงเปลี่ยนเกม ‘ตลาดทุน’ จากปริมาณสู่ ’คุณภาพ‘ เร่งปรับเกณฑ์ดึง ‘บจ.เทคฯ’ ชุบชีวิตหุ้นไทย

‘เฟทโก้’ ชงเปลี่ยนเกม ‘ตลาดทุน’ จากปริมาณสู่ ’คุณภาพ‘ เร่งปรับเกณฑ์ดึง ‘บจ.เทคฯ’ ชุบชีวิตหุ้นไทย

‘เฟทโก้’ ชงเปลี่ยนเกม ‘ตลาดทุน’ จากปริมาณสู่ ’คุณภาพ‘ เร่งปรับเกณฑ์ดึง ‘บจ.เทคฯ’ ชุบชีวิตหุ้นไทย ในห้วงเวลาที่ “ตลาดทุนไทย” กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การลงทุนซบเซา และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่สั่นคลอน 

สะท้อนภาพ “นักลงทุนต่างชาติ” ยังคงเดินหน้าเทขายหุ้นไทยต่อเนื่องระดับ -106,980.35 ล้านบาท (ตัวเลข ณ วันที่ 13 พ.ย.2568) ขณะที่ ดัชนี SET INDEX ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 13 พ.ย. “ติดลบ 8.05%”

ดังนั้น “เฟทโก้” (FETCO) หรือ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จึงลุกขึ้นมาขับเคลื่อน “การปฏิรูปตลาดทุนครั้งใหญ่” เพื่อวางรากฐานใหม่ให้กับระบบนิเวศทางการเงินของประเทศไทยให้แข็งแรงและทันสมัยมากขึ้น...

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มองว่า ตลาดทุนไทยต้อง “เปลี่ยนเกม” จากการมุ่งเน้นปริมาณไปสู่คุณภาพ และต้องเร่งสร้าง “แรงดึงดูดใหม่” ให้ตลาดหุ้นไทยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ทั้งการดึง “บริษัท เทคโนโลยี” และ “อุตสาหกรรมอนาคต” หนุนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทย การลดอุปสรรคด้านเกณฑ์ “กำไร” เพื่อให้บริษัทคุณภาพสามารถเข้าตลาดได้เร็วขึ้น หรือการเปิดโอกาสให้สินทรัพย์การลงทุนใหม่ ๆ เช่น ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาสู่ตลาดทุน เพื่อสร้าง “โอกาส” ให้ทั้งกับตลาดทุนและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

โดยมองว่า ปัญหาหนึ่งของตลาดทุนไทยคือ อุปทานที่ยังไม่ตอบโจทย์ มีบริษัทเข้าตลาดจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็กและกลาง ซึ่งไม่ใช่บริษัทที่อยู่ในกลุ่ม S-Curve ทำให้ “มูลค่าของหลักทรัพย์ตามราคาตลาด” หรือ Market Cap ของตลาดไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

ปัญหาหลักมาจาก หลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดให้บริษัทที่ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์จะต้องมีกำไรต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานเกินไปสำหรับบริษัทใหม่ๆ ที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องสร้างโรงงานและเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งหากนับตั้งแต่บริษัทเริ่มสร้างโรงงานจนกระทั่งมีกำไรต่อเนื่อง 3 ปี อาจต้องใช้เวลารวมอย่างน้อย 7 ปีกว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

เช่น บริษัท ฉางอัน (Changan) อาจต้องใช้เวลาถึง 5 ปี ถึง 10 ปี กว่าจะสามารถเข้าตลาดได้ตามเกณฑ์เดิม หรืออย่างกรณีของ BYD ที่เริ่มโครงการในปี 2565 และเริ่มผลิตในปี 2567 หากเริ่มมีกำไรในปี 2567 นี้ ตามกรอบเวลาเดิมที่รวมการสร้างโรงงานและต้องมีกำไรต่อเนื่อง 3 ปี จะใช้เวลาประมาณ 7 ปี

ที่ผ่านมามีหลายบริษัทสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เช่น Changan ที่เขาเข้ามาคุยกับรัฐบาลไทย ในการอยากเข้ามาตลาดทุนไทยด้วย ดังนั้นเอง เราต้องทำให้การเข้าลงทุนเอื้อต่อธุรกิจรายใหม่ๆ เหล่านี้มากขึ้น เช่น เดียวกับ BYD ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย และเริ่มส่งออกแล้ว ซึ่งหากแผนต่าง ๆ เราชัดเจนเราค่อยไปคุยกับเขาเพื่อให้เข้ามาในตลาดทุนไทยได้ในอนาคต

ดังนั้น มองว่าต้องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ลดลงจาก 3 ปีนี้ให้สั้นลง เพื่อให้บริษัทคุณภาพสามารถเข้าสู่ตลาดได้โดยเร็ว เช่น อาจระยะเวลาเหลือเพียงปีเดียวที่มีกำไร บวกกับใช้การคาดการณ์ (Projection) แทนที่จะรอตัวเลขจริงครบ 3 ปีเข้ามาประกอบการพิจารณาได้เพื่อทำให้บริษัทต่างๆเข้าสู่ตลาดทุนได้เร็วขึ้น

กลุ่มเป้าหมาย” ที่อยากเห็นเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้นคือ บริษัทขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มายื่นขอการส่งเสริมการลงทุนจาก “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน” (BOI) โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง New S-Curve ที่จะกลายมาเป็น “นางฟ้า” ตัวที่ 8 ที่ 9 เหมือนกับ “หุ้น 7 นางฟ้า” ที่พยุงตลาดหุ้นสหรัฐในปัจจุบัน 

ดังนั้น เป้าหมายกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยากให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมากสุดคือ กลุ่มบริษัทเทคโนโลยี หรือ “นวัตกรรม” ที่เป็นอนาคตและเมกะเทรนด์ของโลกอนาคต ซึ่ง “การแก้เกณฑ์” ดังกล่าวอยู่ในระหว่างการดำเนินการ โดยตั้งเป้าจะแก้ไขให้เรียบร้อย “ภายใน 4 เดือนนี้” และคาดว่าเรื่องนี้จะสำเร็จ

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องเร่งปฏิรูปคือ การจัดการปัญหาคุณภาพและธรรมาภิบาลของตลาดทุนไทย มีปัญหาซ่อนมาก ซึ่งรวมถึงปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล (Governance) และการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในตลาด

“ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเน้นที่ปริมาณมากเกินไป เช่น เน้นจำนวน IPO ที่เยอะ และจำนวนนักลงทุนที่เยอะ แต่ไม่ได้เน้นคุณภาพของหุ้นที่เข้ามาในตลาด ซึ่งควรเน้นหุ้นที่มีคุณภาพดี แม้จำนวนจะน้อย แต่มีคุณภาพสำหรับนักลงทุน และต้องการเห็นนักลงทุนระยะยาวที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย”

อย่างไรก็ตาม มองว่านอกจากการปฏิรูปตลาดทุนแล้ว ยังต้องเร่งการบูรณาตลาดทุนไปสู่ “โอกาสใหม่ ๆ” ในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้“สินทรัพย์ดิจิทัล” เข้ามาสู่ตลาดดั้งเดิมได้ เนื่องจากมองว่า Digital Asset คืออนาคต และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญโลกของในระยะข้างหน้า ซึ่งจุดเปลี่ยนจะมาจากการตัดสินใจเรื่องนี้ของสหรัฐในการเดินหน้าสนับสนุนตลาดนี้

“เราช่วยใช้โอกาสนี้เป็นผู้นำด้านการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลในอาเซียน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่จะใช้สินทรัพย์ใหม่ๆโดยการบูรณาการต้องนำดิจิทัลเข้ามาอินทิเกรตกับตลาดดั้งเดิม เพื่อให้ตลาดมีสินทรัพย์ใหม่ๆ และให้นักลงทุนกลุ่มใหม่ๆ เช่นกลุ่ม Bitcoin , Ethereum รวมถึงการทำ Tokenization  เช่น Born Tokenization ที่สามารถเข้ามาลงทุนได้

“ดร.กอบศักดิ์” ยังมองอีกว่า ไม่เพียงแต่ปฏิรูปตลาดทุน แต่ด้านคุณภาพนักลงทุนเป็นอีกประเด็นสำคัญ โดยอยากเห็นนักลงทุนสถาบัน และมีนักลงทุนที่เป็นระยะยาวมีบทบาทมากขึ้น

เช่นการดำเนินการแก้ไขปัญหาให้นักลงทุนกลุ่มประกันภัยสามารถลงทุนในตลาดได้มากขึ้นแล้ว อนาคตอาจเปิดให้มูลนิธิและสมาคมต่าง ๆ สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและเป็นระยะยาวได้ เช่น พันธบัตร หรือ หุ้นกู้ เพราะปัจจุบันมูลนิธิเหล่านี้ทำได้เพียงการฝากเงินเท่านั้น แต่สินทรัพย์ที่ลงทุนได้อาจต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า มีความเสี่ยงไม่ได้มาก เพื่อให้สมาคมและมูลนิธิสามารถลงทุนได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มนักลงทุนระยะยาวในตลาด

นอกจกนี้ การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการจัดการกองทุน ที่จะมีการหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อลดความซับซ้อนและทำให้การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีง่ายขึ้น โดยอาจจะทำเป็นก้อนเดียว เช่น กองทุน SSF, ThaiESG, LTF ฯลฯ พวกนี้จะอยู่ในกรอบที่สามารถลงทุนได้ทั้งหมด และจะทำให้ผู้ลงทุนทำง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา ซึ่งรายละเอียดเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลังและ ก.ล.ต. 

โดยคาดสุดท้าย แผนการปฏิรูปตลาดทุนไทยจะสามารถชัดเจนได้ก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ของตลาดทุนไทยบนกรอบใหม่ในปีหน้า