วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เฟทโก้’ รุกแก้ ‘วิกฤติไอพีโอ’ จ่อถก ‘คลัง-ตลท.-เอฟเอ’ สางปัญหา ‘หุ้นต่ำจอง’

‘เฟทโก้’ รุกแก้ ‘วิกฤติไอพีโอ’ จ่อถก ‘คลัง-ตลท.-เอฟเอ’ สางปัญหา ‘หุ้นต่ำจอง’

“เฟทโก้” เตรียมถก “คลัง-ตลท.-ที่ปรึกษาการเงิน” หวังรื้อเกณฑ์กำหนดราคาขาย “หุ้นไอพีโอ” แก้ปัญหา “ราคาต่ำจอง” คาดเห็นข้อสรุปโดยเร็ว ก่อนเกิด “วิกฤติขาดความเชื่อมั่น” และนักลงทุนย้ายหนี “ตลาดหุ้นไทย” ชี้ราคาหุ้นต่ำจอง มาจากการกำหนดราคาหุ้นไอพีโอสูงเกินพื้นฐานจริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ตลาดไอพีโอ” ของไทยกำลังเผชิญกับ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” หลังจากหุ้นใหม่จำนวนมากเปิดซื้อขายวันแรก (เทรด) “ต่ำกว่าราคาจอง” ต่อเนื่อง

สะท้อนปัญหา “การตั้งราคาขายที่สูงเกินจริง” และความเปราะบางในระบบตลาดทุนที่เริ่มสั่นคลอน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน “ถดถอย” ขณะที่บริษัทใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพเริ่มลังเลจะเข้าจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้นไทย 

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้ออกมาเตือนถึง “วิกฤติของตลาด IPO” ว่า กำลังป่วยซึ่งหากไม่เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างโดยเร็ว ความเชื่อมั่นในตลาด IPO จะยิ่งเข้าสู่วิกฤติ ฉุดภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่นย้ายหนีจากตลาดหุ้นไทย และหันไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศแทน หรือเลื่อนการเทรด IPO เหล่านี้จะยิ่งซ้ำเติมตลาด IPO ให้ยิ่งซบเซาในอนาคต

ดร.กอบศักดิ์ มองว่าตลาด IPO ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาน่าห่วงอย่างยิ่งทั้งในมิติของการตั้งราคาหุ้นที่สูงเกินจริง จนส่งผลให้ราคาต่ำกว่าราคาต่ำจองและภาพรวมตลาดหุ้นที่ยังขาดแรงขับจากบริษัทใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและศักยภาพในการเติบโต

โดยปัญหาจาก IPO ต่ำจอง เหตุเกิดมาจาก การตั้งราคาสูงเกินจริง เพราะหากราคาตั้งไว้สูงเกินไป ย่อมทำให้ผู้ที่จองหุ้นไว้ล่วงหน้าประสบปัญหาขาดทุนทันทีเมื่อหุ้นเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นปัญหาเหล่านี้มาจากการตั้งราคา วิธีคิดต่างๆในการกำหนดราคาที่ไม่สมเหตุสมผล หรือไม่สอดคล้องความเป็นจริง

ซึ่งที่ผ่านมา IPO หลายตัวเปิดเทรดต่ำกว่าราคาจอง โดยเฉลี่ยขาดทุนตั้งแต่วันแรกราว 18-20% ต่างจากช่วงก่อนหน้าที่นักลงทุนเทรด IPO มักได้กำไรในวันแรก 5-20% สิ่งนี้สะท้อนว่าตลาดกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า การตั้งราคาเกินจริงไปแล้ว ทำให้นักลงทุนไม่สามารถมีกำไรจากการลงทุนระยะสั้นได้อีกต่อไป และเมื่อขาดแรงจูงใจ ความเชื่อมั่นย่อมลดลง

ดังนั้น มองว่าการแก้ไขเรื่องนี้ต้องเริ่มจากการรื้อระบบการตั้งราคาทั้งหมด และกลับไปยึดหลักการเดิมที่ถูกต้อง คือการกระจายผลประโยชน์ให้ทุกฝ่ายได้กำไรพอดีไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์มากเกินไป

“ปัญหา IPO ต่ำจองของตลาดทุนไทยวันนี้ เกิดจากทุกฝ่ายต่างพยายามผลักดันให้ได้ราคาสูงที่สุด โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่ต้องการระดมทุนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายพอราคาแพงเกินจริง นักลงทุนที่จองก็ร้องไห้กันหมด เพราะเปิดวันแรกก็ขาดทุน แล้วต่อไปใครจะกล้าซื้อ IPO อีก เมื่อขายไม่ได้สุดท้าย ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ก็ต้องซื้อเองทั้งหมด หรือรับภาระหุ้นที่เหลือ ไม่เพียงแต่เสียหายทางการเงิน แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วประเทศ”

ซึ่งเชื่อว่าสุดท้ายแล้วหากปัญหานี้ไม่ถูกแก้ไขโดยเร็ว จะยิ่งกระทบต่อระบบตลาดทุนทั้งหมด เพราะคนที่จองต้องขาดทุนต่อเนื่อง ความต้องการจองก็จะลดลงไปต่อเนื่อง สุดท้ายตลาด IPO อาจไม่มีนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อขายในอนาคต และกระทบทำให้ตลาดขาดสภาพคล่องตามมาในอนาคต

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาวิกฤติหุ้น IPO ต่ำจอง ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ตลาดทุนต้องเร่งแก้ไขให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยเรื่องนี้จะถือเป็นหนึ่งเรื่องสำคัญ ที่เฟทโก้เตรียมนำไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายในเดือนพ.ย. หรือธ.ค.นี้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในตลาด IPO ให้กลับมา

นอกจากนี้ จะเตรียมหารือกันภายในกับสภาธุรกิจตลาดทุน และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ที่ปรึกษาทางการเงิน และ ตลท. เพื่อวางแนวทางใหม่ในการประเมินมูลค่าหุ้นก่อนเสนอขาย IPO ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิรูปตลาด IPO ได้ไม่เกินปีนี้

“เราต้องกลับมาคุยกันตรง ๆ ว่า ราคาที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพียงผู้ถือหุ้นเดิมเท่านั้น ในหลักการ ทุกคนควรได้กำไรพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไปเพื่อให้ระบบยังคงมีแรงจูงใจทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ และการตั้งราคา IPO ควรคำนึงถึงโอกาสในการสร้างตลาดระยะยาวมากกว่าการระดมทุนสูงสุดในระยะสั้น ดังนั้น การปฏิรูป IPO และตลาดทุนครั้งนี้ จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นเรื่องหุ้นต่ำจองเท่านั้น แต่จะเป็นการสร้างรากฐานใหม่ให้ตลาดทุนไทยก้าวสู่ยุคแห่งคุณภาพอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ มองภาพตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นอุปสรรค หรือฉุดรั้งให้การเทรดหุ้น IPO ต่ำจอง เนื่องจากดัชนีหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,300 จุด ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีอัปไซต์ให้ปรับเพิ่มขึ้นต่อในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทั้งจากสภาพคล่องที่มีจำนวนมากทั่วโลก การเมือง เศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากขึ้น