รัฐบาลจับมือ ธปท. และภาคการเงิน เปิดโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ช่วยลูกหนี้รายย่อยหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท กว่า 4.7 ล้านบัญชี ให้กลับมามีชีวิตทางการเงินใหม่ได้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่มีการแก้ไข จะไม่เพียงดึงเศรษฐกิจไทยไว้เท่านั้น แต่ยังกระทบชีวิตของคนไทยอีกจำนวนมาก เพราะหนี้ครัวเรือนไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร แต่คือชีวิตจริงของผู้คน
และสะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ หากไม่ช่วยให้คนไทยกลับมายืนด้วยตนเอง เศรษฐกิจก็ไม่สามารถฟื้นอย่างยั่งยืน
โครงการ “ปิดหนี้ไว้ ไปต่อได้” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล มุ่งช่วยลูกหนี้รายย่อยที่มี NPL ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อราย เพื่อให้คนที่เคยล้มเหลวทางการเงินได้กลับมามีชีวิตทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
โดยกลุ่มเป้าหมายรวมกว่า 3.4 ล้านราย 4.7 ล้านบัญชี คิดเป็นกว่า 60% ของ NPL ทั้งหมดในระบบ
โครงการนี้ไม่ใช่แค่ช่วยลดหนี้หรือยืดเวลาชำระ แต่คือการช่วยชีวิตให้คนกลับมามีลมหายใจทางเศรษฐกิจ โดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินทุนมาจากเงินเหลือจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” จำนวนราว 20,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดช่วยเหลือผู้ตกค้างในระบบหนี้
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมโครงการคู่ขนานในภาคเกษตร โดยเฉพาะหนี้ของเกษตรกรที่ผูกพันกับฤดูกาล ผ่าน ธ.ก.ส. ซึ่งจัดตั้ง AMC ภายในของตนเองเพื่อแก้ไขหนี้เฉพาะทาง คาดว่าจะเริ่มต้นต้นปีหน้า
สำหรับปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม จะเปลี่ยนจากการเยียวยาเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใช้สินเชื่อผ่อนปรนและความช่วยเหลือทางเทคนิคเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนของไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้ลดจากกว่า 90% ของจีดีพีมาอยู่ที่ราว 87% แต่ยังสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาค และสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและประชาชน การแก้ไขต้องเจาะจงกลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่มียอดหนี้ไม่สูงแต่มีจำนวนมาก
ธปท. เลือกกลุ่มลูกหนี้หนี้ต่ำกว่า 100,000 บาทเป็นเป้าหมายหลักของโครงการนำร่อง เพราะแม้จำนวนเงินต่อหัวไม่มาก แต่รวมกว่า 4.7 ล้านบัญชี หรือ 3.4 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นกว่า 60% ของลูกหนี้เสียทั้งหมด เป้าหมายไม่ใช่แค่รักษาเสถียรภาพระบบการเงิน แต่เพื่อช่วยคนกลับมามีชีวิตใหม่ทางเศรษฐกิจ
เฟสแรกจะดำเนินการกับลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกนอนแบงก์ รวม 1.6 ล้านบัญชี และอีกกว่า 3.3 แสนบัญชีมาจากลูกหนี้แบงก์รัฐ
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาท บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จากบริษัทบริหารหนี้เชิงพาณิชย์เป็น Social AMC มุ่งช่วยคน ไม่เน้นกำไร SAM จะปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้ให้ผ่อนปรนมากที่สุด เพื่อให้หลุดพ้นกับดักหนี้ได้จริง
เงื่อนไขสำคัญของการปรับโครงสร้างหนี้ ได้แก่ ยกดอกเบี้ยทั้งหมดทั้งปกติและผิดนัด ยกค่าธรรมเนียมทั้งหมดลดเงินต้นในสัดส่วนสูง เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระได้จริง
หลังปรับโครงสร้าง ลูกหนี้มีสองทางเลือก คือ ปิดบัญชีทันที หากจ่ายครบ จะปรับเครดิตบูโรกลับเป็นลูกหนี้ปกติผ่อนชำระ 3 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย ระหว่างทางเมื่อชำระครบ จะปรับเครดิตบูโรกลับเป็นลูกหนี้ปกติ
การโอนหนี้ไปยัง SAM คาดเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2569 ลูกหนี้สามารถชำระผ่านสถาบันการเงินเดิมในช่วงแรก และหลังระบบ SAM พร้อม สามารถชำระโดยตรงกับ SAM ได้
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และตัวแทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นภารกิจร่วมของประเทศ
สอดคล้องแนวทาง “Reinvent Thailand” จากโครงการ คุณสู้ เราช่วย มาสู่ลูกหนี้ไม่มีหลักประกันผ่าน AMC เพื่อช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพเริ่มต้นใหม่ ปรับปรุงประวัติเครดิตบูโร และกลับเข้าสู่สินเชื่อระบบ
การดำเนินการสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของสมาคมธนาคารไทย ที่มุ่งสร้างระบบการเงินรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้หลักการ 5 ข้อ คือกู้ยืมอย่างเหมาะสมสนับสนุนการแข่งขันเสรีที่เป็นธรรมอยู่บนกติกาเดียวกัน เป็นธรรมและเปิดเผย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
โครงการ “ปิดหนี้ไว้ ไปต่อได้” จึงเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ ธปท. และภาคการเงิน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่มั่นคงให้คนไทยทุกคน





