เวลาร่วมกิจกรรมที่มีแจกของรางวัล เมื่อได้รับของรางวัลฟรี พ้นจากการตื่นเต้นดีใจเสร็จแล้ว ขอให้ตระหนักว่า “ฟรีจริงๆ” อาจไม่ใช่ทั้งหมด หากของรางวัลมีมูลค่าและเกี่ยวข้องกับรายได้ของผู้จัด เราอาจต้องเสียภาษีตามกฎหมาย
หลายครั้งที่เราเห็นโฆษณาหรือโปรโมชั่นต่างๆ ที่ชวนให้ร่วมกิจกรรมลุ้นรางวัล ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เตาปิ้งย่าง ทองคำ หรือแม้แต่เงินสด สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็น "ของฟรี" ที่เราไม่ต้องเสียเงินสักบาท แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าของรางวัลที่เราได้รับนั้น อาจไม่ได้ฟรีจริงๆ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีที่ต้องชำระด้วย
เมื่อพูดถึง "ภาษี" คนส่วนใหญ่จะนึกถึงรายได้จากการทำงานหรือธุรกิจ แต่ในความเป็นจริงภาษีไม่ได้จำกัดแค่เงินเดือนหรือรายได้เท่านั้น ของรางวัลหรือของมีค่าอื่นๆ ที่เราได้มาโดยไม่เสียเงินก็ถือเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและต้องแจ้งภาษีด้วยเหมือนกัน ดังนั้นการได้รับรางวัลฟรีอาจทำให้เราต้องเสียภาษีได้เช่นกัน
ของรางวัลแบบไหนต้องเสียภาษี?
โดยหลักการทั่วไป ของรางวัลที่ต้องเสียภาษี คือ ของรางวัลที่มีมูลค่าและได้มาจากกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้ผู้จัด หรือจากบริษัทที่เป็นนิติบุคคล เช่น
- รางวัลจากการแข่งขันหรือกิจกรรมส่งเสริมการขาย หากบริษัทจัดกิจกรรมชิงรางวัลเพื่อโฆษณาสินค้า และคุณได้รับของรางวัลไม่ว่าจะเป็นเงินสด รถยนต์ หรือสินค้าอื่นๆ ของรางวัลเหล่านี้ถือว่าเป็น เงินได้ประเภทอื่น และต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- รางวัลที่มีมูลค่าสูง ไม่ว่าคุณจะได้จากลอตเตอรี่ งานกิจกรรมต่างๆ หรือเป็นของขวัญจากบริษัท ของรางวัลที่มีมูลค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจะต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย โดยผู้ให้รางวัลมักจะหักภาษีไว้ก่อนแล้ว
- รางวัลที่เกี่ยวข้องกับงานหรือธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบการออนไลน์ได้รับรางวัลสินค้าจากแบรนด์ต่างๆ เพื่อรีวิวหรือโปรโมทของรางวัลเหล่านี้ถือเป็นรายได้ต้องนำไปคำนวณภาษีเช่นกัน
วิธีการคำนวณภาษีจากของรางวัล
สำหรับของรางวัลที่ต้องเสียภาษี จะถูกจัดอยู่ในหมวด เงินได้ประเภทอื่น ซึ่งมีอัตราภาษีตามขั้นบันไดเหมือนรายได้ทั่วไป แต่บางครั้งผู้ให้รางวัลจะทำการ หักภาษี ณ ที่จ่าย ก่อนมอบรางวัลให้เรา ทำให้เราไม่ต้องคำนวณเอง อย่างไรก็ตามหากผู้ให้รางวัลไม่ได้หักภาษี เราจะต้องนำมูลค่าของรางวัลไปรวมกับรายได้อื่นๆ แล้วคำนวณภาษีตามปกติ
ตัวอย่างเช่น หากคุณได้รับโทรศัพท์มือถือมูลค่า 30,000 บาท จากกิจกรรมโปรโมชั่น บริษัทผู้จัดอาจหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่าโทรศัพท์ เมื่อได้รับโทรศัพท์ คุณจะได้รับของรางวัลพร้อมเอกสารยืนยันการหักภาษี ซึ่งสามารถนำไปยื่นภาษีปลายปีได้
ข้อยกเว้นที่ควรรู้
ไม่ใช่ของรางวัลทุกชนิดจะต้องเสียภาษีเสมอไป กฎหมายภาษีระบุข้อยกเว้นบางกรณี เช่น
- ของรางวัลที่มีมูลค่าเล็กน้อย หรือเป็นของที่ใช้ในกิจกรรมทั่วไปโดยไม่เกี่ยวข้องกับรายได้
- ของรางวัลจากกิจกรรมเพื่อการกุศลหรือการบริจาคที่ไม่หวังผลกำไร
อย่างไรก็ตามการยืนยันว่าของรางวัลที่เราได้รับเข้าข่ายต้องเสียภาษีหรือไม่ ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง
การเตรียมตัวก่อนรับของรางวัล
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือปัญหาเกี่ยวกับภาษี ควรทำตามขั้นตอนเหล่านี้
- สอบถามผู้จัดกิจกรรม ว่าของรางวัลที่มอบให้ต้องเสียภาษีหรือไม่
- เก็บเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบเสร็จรับของรางวัล หรือเอกสารยืนยันการหักภาษี
- รวมรายได้กับการยื่นภาษี หากต้องเสียภาษี ให้บันทึกมูลค่าของรางวัลและรวมกับรายได้ประจำปี
สรุป แม้ว่าการได้รับของรางวัลฟรีจะทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นและดีใจ แต่ก็ต้องตระหนักว่า “ฟรีจริงๆ” อาจไม่ใช่ทั้งหมด หากของรางวัลมีมูลค่าและเกี่ยวข้องกับรายได้ของผู้จัด เราอาจต้องเสียภาษีตามกฎหมาย การเข้าใจและเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้เรารับรางวัลได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีในภายหลัง
ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณได้รับรางวัล อย่าลืมถามตัวเองว่า “ของฟรีนี้ จริงๆ ต้องเสียภาษีหรือเปล่า?” การรู้ล่วงหน้าจะช่วยให้คุณสนุกกับรางวัลได้เต็มที่ โดยไม่ตกอยู่ในภาระทางการเงินที่ไม่คาดคิด
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting





