วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ยีลด์พันธบัตรทั่วโลกดีดขึ้น รับเศรษฐกิจฟื้น ลุ้นเฟดยุติทำ QT

ยีลด์พันธบัตรทั่วโลกดีดขึ้น รับเศรษฐกิจฟื้น ลุ้นเฟดยุติทำ QT

ในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ทั้งในสหรัฐฯ และไทย กลายเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจโลก

โดยล่าสุด Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 4% ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการขยับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนก แต่สะท้อนถึงการคลายความกังวลของตลาด หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด และความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ขณะเดียวกัน ฝั่งไทยแม้จะเห็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดีดขึ้นในช่วงสั้น โดยแนวโน้มจะเป็นขาลงตามทิศทางดอกเบี้ยโลก

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัดให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การดีดตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกของตลาด แต่เป็นผลจากสภาพคล่องที่หายไปในระบบการเงินโลก และมองว่ายีลด์ปรับขึ้นชั่วคราวเท่านั้น

สำหรับตลาดพันธบัตรไทย มองว่า เคลื่อนไหวเป็นไปตามทิศทางเดียวกับสหรัฐฯ ซึ่ง ยีลด์ที่เคยถูกกดลงแรงก่อนหน้าเริ่มปรับขึ้น เพราะนักลงทุนเก็งว่าดอกเบี้ยไทยจะลด แต่เมื่อการลดเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาด ยีลด์จึงเด้งกลับมา
 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะผลตอบแทนของบอนด์ยังไม่จูงใจ แต่อาจเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก และนักลงทุนที่ต้องการหลบความผันผวน ให้เลือก Money Market Fund แทน เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้งเมื่อยีลด์เริ่มนิ่ง

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการประชุมเฟดที่กำลังจะมีขึ้น ตลาดยังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน เพราะยังไม่ชัดเจนว่าเฟดจะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเมื่อใด ซึ่งถ้าเฟดยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจน ตลาดอาจเกิดแรงเทขายบอนด์เพิ่มขึ้นอีกระยะ 

แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ การที่เฟดอาจประกาศยุติการทำ QT เนื่องจากสภาพคล่องในระบบเริ่มตึงตัว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะช่วยพยุงราคาบอนด์ และเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดการเงินทั่วโลก 

“หากเฟดลดดอกเบี้ยหรือหยุดทำ QT จริง ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มรับเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง”

ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา (FINNOMENA)  กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yields) ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนว่าทิศทางตลาดตราสารหนี้ไทยอาจกำลังเปลี่ยนทิศหรือไม่ แต่ททว่าการปรับตัวขึ้นดังกล่าวเป็นเพียงการเคลื่อนไหวระยะสั้น เท่านั้น และแนวโน้มหลักของบอนด์ยีลด์ไทยยังคงอยู่ในทิศทางขาลง

ทั้งนี้ การที่บอนด์ยีลด์ไทยดีดตัวขึ้นในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุน หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดได้ Priced in การลดดอกเบี้ยไปล่วงหน้าแล้ว บวกกับเมื่อมีสัญญาณว่าธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. อาจเลือก รอดูทิศทางก่อนที่จะลดดอกเบี้ยตามเฟด นักลงทุนระยะสั้นจึงเข้ามา Take Profit ส่งผลให้ยีลด์ขยับขึ้น 

สำหรับทิศทางระยะกลางถึงยาวของบอนด์ยีลด์ไทยยังคงเป็นขาลง สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่กำลังลดลง โดยมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะประกาศลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ และอาจลดอีกครั้งในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ดี อัพไซด์ของการเข้าถือตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงนี้อาจมีจำกัด เพราะอัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับที่ลดลงต่อได้ไม่มากนัก

สำหรับนักลงทุนที่ถือครองตราสารหนี้ไทยอยู่แล้ว แนะนำว่า อย่าเพิ่งตกใจหรือรีบขาย เพราะการปรับฐานของยีลด์ในรอบนี้อาจเป็นโอกาสรอเก็บกำไรเมื่อดอกเบี้ยเริ่มลดจริงในรอบถัดไป

ขณะที่ผู้ที่ต้องการเข้าซื้อใหม่ แนะนำให้พิจารณาลงทุนใน พันธบัตรโลก หรือ Global Bonds มากกว่า เนื่องจากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลดดอกเบี้ยของประเทศพัฒนาแล้วที่ชัดเจนกว่า

และผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำและต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย แนะนำให้เน้น ตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งสามารถปรับพอร์ตได้ง่ายหากทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนไป

บดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นในระยะหลัง ไม่ได้เป็นสัญญาณลบอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลับคืนมาของตลาดโลกต่อภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ตลาดคลายกังวลการค้าโลก

ทั้งนี้มาจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความคืบหน้า แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่เพียงพอให้ Sentiment ตลาดดีขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่สามารถทำ All-Time High ได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ปรับประมาณการ GDP ไตรมาส 2/68 จาก 3.0% เป็น 3.3% และล่าสุด 3.8% ขณะที่ไตรมาส 3/68 ยังคาดว่าจะโตได้ราว 3% ทำให้ทั้งปีอาจขยายตัวเกิน 2%

ขณะที่ไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.0% โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่ง และแคมเปญท่องเที่ยวปลายปีนี้

“ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ตลาดคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย และมองว่าเฟดอาจไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ยอย่างที่เคยคาด”

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทำให้ตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก มองว่า รอบการลดดอกเบี้ยของเฟดและ ธปท. จะเกิดขึ้นในลักษณะลดแล้วพักมากกว่าการลดต่อเนื่อง

โดยคาดว่า เฟด มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้ หากลดเพียงครั้งเดียวถือว่าไม่เกินคาด แต่ถ้าลด 2 ครั้งจะสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

“เฟดอาจลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้ง แล้วหยุดรอดูผลในเดือนธ.ค.นี้ เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจจริงอีกครั้ง” 

ดังนั้นการปรับขึ้นของ Bond Yield ครั้งนี้เป็นเพียงการขยับระยะสั้น โดยเฉพาะในพันธบัตรระยะยาว 10 ปี ที่มักตอบสนองต่อความคาดหวังเศรษฐกิจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของนโยบายดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับขึ้นราว 4% แต่ทว่ายังต่ำกว่าระดับสูงสุดของปีที่แล้วทีี่ 4.6% โดยในช่วงระยะ 3-6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นเทรนด์ดอกเบี้ยขาลง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน