ThaiBMA เผยหุ้นกู้ไตรมาส 4/68 ครบกำหนดทะลัก 2.18 แสนล้าน มอง “ไฮยีลด์” เสี่ยงสูง 2.4 หมื่นล้าน ท่ามกลาง ศก. ซบ “บจ.” จ่อเรียกประชุม หวังขอยืดหนี้ ชี้ทางออกรอ “รัฐบาลกระตุ้น”
“ตลาดตราสารหนี้ไทย” เข้าสู่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 เมื่อหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวจะครบกำหนดไถ่ถอน มูลค่ารวมสูงถึงระดับ 218,777 ล้านบาท โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ 195,263 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมตลอดทั้งปี 2568 มีหุ้นกู้ครบกำหนดรวม 867,982 ล้านบาท
สิ่งที่น่าจับตา และถือเป็นความเสี่ยงสูงคือ “หุ้นกู้กลุ่ม High yield” (เรตติ้งต่ำกว่า BBB- ถึงไม่มีเรตติ้ง) ซึ่งมีมูลค่ารวม 24,381 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 11% ของหุ้นกู้ครบกำหนดในไตรมาส 4 ปี 2568 กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ หรือผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ทำให้หลายบริษัทขาดสภาพคล่อง และไม่สามารถระดมทุนใหม่ได้ง่าย
ในขณะที่หุ้นกู้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม Investment Grade (เรตติ้ง BBB- ขึ้นไป) มูลค่า 194,397 ล้านบาท คิดเป็น 89% ซึ่งความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระถือว่าค่อนข้างต่ำ
จับตา 5 บจ.ถก “ขอยืดหนี้-ปรับโครงสร้าง”
รายงานข้อมูลจาก “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” (ThaiBMA) เผยว่า ในช่วงเดือนต.ค.2568 นี้ มีบริษัทที่เตรียมเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อ “ขอยืดหนี้” หรือ “ปรับโครงสร้างหนี้” แล้ว จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย
1.บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL เตรียมประชุม 16 ต.ค.2568 เพื่อขอขยายวันครบกำหนดไถ่ถอนออกไป 6 ปี ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 0.50% และเปลี่ยนเป็นการทยอยชำระคืนเงินต้น เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุผิดนัด
2.บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เตรียมประชุม 17 ต.ค.2568 ขอขยายกรอบเวลาในการเจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
3.บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AQUA เรียกประชุม 30 ต.ค.2568 เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ เสริมสภาพคล่อง ขยายระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน ปรับอัตราดอกเบี้ย และทยอยชำระคืนเงินต้น
4.บริษัท แกรนด์ แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ครบกำหนด 14 ต.ค.2568 ขอประชุมยืดหนี้เพราะเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังซบเซา
5.บริษัท สหกลอิควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SQ จะจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ SQ256A SQ25NA SQ25NB SQ266A SQ275A และ SQ285A ในวันที่ 17 ต.ค.2568
"หุ้นกู้ไฮยีลด์" โค้งสุดท้ายปี 68
การครบกำหนดของหุ้นกู้ในไตรมาส 4 ปี 2568 แบ่งตามเดือนพบว่า เดือนพ.ย. มีมูลค่าสูงสุดที่ 91,453 ล้านบาท คิดเป็น 42% รองลงมาคือเดือนต.ค. 77,026 ล้านบาท คิดเป็น 35% และธ.ค. 50,298 ล้านบาท คิดเป็น 23%
ขณะที่ แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรกที่ครบกำหนดสูงสุดคือ 1. กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ มูลค่า 51,166 ล้านบาท คิดเป็น 23%, 2.กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 41,970 ล้านบาท คิดเป็น 19% และ 3. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง มูลค่า 28,411 ล้านบาท คิดเป็น 13% ซึ่งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และวัสดุก่อสร้างเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ส่วนในเดือนพ.ย.- ธ.ค. 2568 ยังไม่มีรายชื่อบริษัทระบุชัดเจน แต่ ThaiBMA คาดการณ์ว่า กลุ่ม High Yield มูลค่ารวมกว่า 24,381 ล้านบาท ที่ครบกำหนดในไตรมาสนี้อาจจะมีบางส่วน มีโอกาสขอเลื่อนชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างได้
เหตุผลหลักที่บริษัทขอยืดหนี้ ได้แก่ เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ส่งผลให้รายได้ของบริษัทไม่เพียงพอในการชำระหนี้ตามกำหนด นักลงทุนยังระมัดระวัง ส่งผลต่อการระดมทุนใหม่
รวมถึงต้นทุนทางการเงินสูงบางบริษัทยังอยู่ในระดับสูงทำให้บริษัทต้องปรับโครงสร้างหนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัด ทำให้กลุ่ม High Yield มีความเสี่ยงสูง และบริษัทที่ไม่มีเรตติ้งหรือมีเรตติ้งต่ำมักเผชิญกับความยากลำบากในการรีไฟแนนซ์ ดังนั้น นักลงทุนต้องจับตาเป็นพิเศษในช่วงปลายปีนี้
ขณะที่ จากช่วง 9 เดือนที่ผ่านนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระทั้งสิ้น 16 ราย มูลค่ารวม 42,679 ล้านบาท ซึ่งผู้ออก 12 ราย เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระเป็นครั้งแรก ขณะที่ หุ้นกู้ผิดนัดชำระ มูลค่ารวม 4,512 ล้านบาท จากผู้ออก 6 ราย ซึ่งในปีนี้หุ้นกู้บางรุ่นที่เคยมีปัญหาในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้รับการอนุญาตจากผู้ถือหุ้นกู้ให้ปรับโครงสร้างหนี้ จึงทำให้หุ้นกู้ผิดนัดชำระในช่วง 9 เดือนแรกนี้ มีมูลค่าสุทธิ 3,007 ล้านบาท
“ไทยบีเอ็มเอ” ชี้ทางรอดอยู่ที่นโยบายรัฐ
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ภาพใหญ่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ดังนั้น ทำให้แนวโน้มตลาดหุ้นกู้ในไตรมาส 4 ปีนี้ ยังคงมีความเสี่ยง “ขอยืดชำระหนี้หุ้นของเอกชนเพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะ “กลุ่มหุ้นกู้ไฮยีลด์” ที่มีสัดส่วน 11% ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดต่อไป
ขณะที่ ยังคงคาดหวังหากรัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลใหม่ เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 ฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ทำให้หุ้นกู้ที่มีปัญหาขอยืดชำระหนี้มีโอกาส “ลดลง” ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี สถานการณ์หุ้นกู้มีปัญหาในไตรมาส 4 ปีนี้ว่า ยังไม่มีอะไรที่ห่วงเพิ่มเติมจากปัจจุบัน เพราะสภาพตลาดหุ้นกู้ แบ่ง 2 กลุ่มชัดเจน คือ “กลุ่มหุ้นกู้ไฮยีลด์” ที่ขอยืดชำระหนี้ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นรายเดิม และรายใหม่ในปีนี้ เมื่อยืดชำระหนี้หุ้นกู้ไปแล้วจะไม่สามารถออกหุ้นกู้ใหม่ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ยังมีหุ้นกู้หลายรุ่นที่ขอประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อ “ขอยืดหนี้” โดยเฉพาะกลุ่ม High Yield ซึ่งมีความเสี่ยงสูง เหตุผลหลักคือ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ทำให้บริษัทเอกชนไทยบางแห่งขาดสภาพคล่องในการชำระหนี้ตามกำหนดเดิม
“เพราะพบว่า บางบริษัทไม่ได้อยากจะยืดชำระหนี้หุ้นกู้ แต่เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว บริษัทสายป่านไม่ยาว เกิดปัญหาได้ มองว่า ช่วงรอเศรษฐกิจฟื้นการยืดหนี้หุ้นกู้ยังเป็นทางออกที่ดี สำหรับบริษัทที่ยังคงตั้งใจทำธุรกิจและพยายามแก้ไขปัญหา การผิดนัดชำระหนี้ไม่เกิดขึ้น แม้จะการยืดชำระหนี้ต่อเนื่อง แต่เงินต้นลดลง ภาระหนี้ลดลงเช่นกัน หากมีการมีเงื่อนไขจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม และทยอยคืนเงินต้นให้กับผู้ถือหุ้นกู้อย่างเหมาะสม และยุติธรรม ถือเป็นสิ่งที่ดีกับทุกฝ่าย”
แหล่งข่าวกองทุนตราสารหนี้ กล่าวว่า ไตรมาสสุดท้ายของปี ไม่ใช่แค่ฤดูหนาว แต่มันคือ ฤดูทดสอบความแข็งแกร่งของตลาดตราสารหนี้จากมูลค่าหุ้นกู้ครบกำหนด รวมทั้งหมด 218,777 ล้านบาท แม้เป็นกลุ่ม Investment Grade 194,397 ล้านบาท สัดส่วน 89% แต่กลุ่ม High Yield ยังมีถึง 24,381 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11%
“ตัวเลขอาจดูนิ่งๆ แต่ความเสี่ยงซ่อนอยู่ในรายละเอียด โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีเรตติ้งหรือเรตต่ำกว่า BBB-”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





