“3 ซีอีโอแบงก์” ชี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับดัก “เอสซีบี เอกซ์” มองแม้ไม่ใช่ภาวะวิกฤติเฉียบพลัน วิกฤติเชิงโครงสร้างซึมลึก “ทีทีบี” ชี้คนไทยชน “3 กำแพงใหญ่” ถือเป็นจุดเริ่มต้น ดึง “เอเอ็มซี” แก้หนี้ ด้าน “กสิกรไทย” ชี้ไทยติดกับดักหนี้นานกว่า 40 ปี
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2026 Out of the Trap หัวข้อ “ปฏิรูปโครงสร้าง ทางรอดเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน” ว่า ประเทศไทยถือว่า อยู่ในสภาวะที่น่ากังวลอย่างมาก แม้จะไม่ใช่วิกฤติรุนแรงเฉียบพลัน แต่เป็นวิกฤติที่ค่อยๆ ซึมซับอยู่ในระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องหลายปี และยังถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบโควิด-19 ซึ่งสร้าง “แผลขนาดใหญ่”
ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำมากเพียง 2% ในปัจจุบันต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค
อีกทั้งจากปัญหาโควิด-19 ทำให้ไทยต้องดำเนินมาตรการระยะสั้น ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเริ่มเข้าใกล้หนี้สาธารณะ แม้ไม่กู้เพิ่ม สะท้อนถึงการสูญเสียศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากดูระบบเศรษฐกิจไทย เป็นเครื่องยนต์ที่มี 6-8 สูบ แต่ปัจจุบันวิ่งได้เพียง 2 สูบ สิ่งที่จำเป็น คือ การทำให้เครื่องยนต์กลับมาทำงานเต็มกำลัง ทั้งระยะสั้นเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และระยะยาวเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างยั่งยืน
เช่น การเปลี่ยนไปใช้ Hybrid หรือ EVปัญหาศก.ไทย เกิดจากการขาดความเชื่อมั่น ปัญหาหลัก คือ การขาดความเชื่อมั่นในสังคมไทย หากประชาชนและภาคธุรกิจไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว การลงทุนและการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
“ทุกคนรู้หมดว่า จะปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยอย่างไร แต่สิ่งที่พยายามสื่อคือ ที่พูดมาทั้งหมด แล้วทำไมยังไม่เกิด เราไม่ได้ขาดความคิด แต่อาจต้องถามกลับว่า วันนี้เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะกลับมาแข็งแรงแล้วหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าเรายังไม่เชื่อมั่น ไม่ใช่ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล แต่ปัญหาวันนี้มันมีหลากหลายมิติ และเหมือนมีปมปัญหาที่พันกันอยู่"
ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นในสังคม ว่าประเทศจะดำเนินไปในทิศทางที่ชัดเจน และมีความต่อเนื่องในนโยบาย หากทำไม่ต่อเนื่องการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจจะไม่เกิดผลจริง
หนี้ครัวเรือนมาจาก "3 กลุ่มใหญ่"
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวในหัวข้อ แก้วิกฤติ “กับดักหนี้” ทางรอดการเงินไทย" ว่า หากดูอัตราการเติบโตรายได้คนไทย ซึ่งโตน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่ค่าใช้จ่ายโตสูงกว่า ที่สูงที่สุดคือ “หนี้ครัวเรือน” หากมองเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนไทยมาจาก 3 กลุ่มใหญ่
หนึ่งในสามมาจากธนาคารพาณิชย์ อีกหนึ่งในสามมาจาก มาจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) และอีกส่วนคือหนี้สหกรณ์และนอนแบงก์ (non-bank) ยังไม่นับ “หนี้นอกระบบ” ซึ่งไม่มีข้อมูลแน่ชัด และถ้ารวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน “หนี้ครัวเรือน”ของไทยอาจเกิน 100% ของ GDP แล้วด้วยซ้ำ
ล่าสุดหากดูตัวเลขหนี้ครัวเรือนแม้ลดลงมาอยู่ที่ 86.8% จากสินเชื่อธนาคารลดลง เพราะหลายแห่งต้องระมัดระวังจากมาตรการควบคุม เช่น Responsible Lending ปล่อยกู้อย่างรับผิดรับชอบ และสินเชื่อรถและสินเชื่อบ้านที่ลดลง ดังนั้นแม้หนี้ครัวเรือนลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.8% จึงไม่ใช่ระดับที่น่าดีใจ
คนไทยชน “3 กำแพงใหญ่”
จากข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) และการวิเคราะห์ของทีม TTB Analytics พบว่า “คนไทยกำลังชน 3 กำแพงใหญ่” 1. กำแพงอายุ ประมาณ 9% ของคนไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย aging economy เมื่ออายุเกิน 60 ปี ก็เกษียณ ไม่มีรายได้ และแบงก์ไม่กล้าปล่อยกู้
2. กำแพงหนี้เสีย 20% ของคนไทยกลายเป็น NPL ไปแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ 3. กำแพงรายได้ 31% ของประชากรมีรายได้ไม่พอ ทำให้ “กู้เกินตัว” และติดกับดักหนี้ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 40% แม้ยังดูดี แต่ก็เหลือก็กำลังชนทั้งสามกำแพงตามมา หากไม่เร่งแก้ไข
จุดเริ่มต้นแก้หนี้ AMC ซื้อหนี้
ปัจจุบัน ภาครัฐอยู่ระหว่างการตั้ง AMC สำหรับแก้หนี้รายย่อยไม่เกิน 100,000 บาท โดยตัวเลขจาก NCB ระบุว่า หนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท มีมูลค่ารวมประมาณ 2.1 ล้านคนและคิดเป็นถึง 70% ของจำนวนลูกหนี้เสียทั้งหมด แต่คิดเป็น เพียง 14% ของยอดหนี้เสียทั้งหมด ที่จะช่วยปลดล็อกลูกหนี้เสียถึง 70% ให้กลับมามีชีวิตทางการเงินได้
เพราะถ้าคน 60-70 ล้านคนยังจมอยู่กับกองหนี้ ไม่มีแรงซื้อ เราคงไม่สามารถออกจาก Out of the TRAP ได้ ประเทศไทยก็จะไม่สามารถเดินหน้าไปได้เลย ทางกลับกันหากเราแก้ปัญหานี้ได้ เชื่อว่าประเทศไทยจะเดินต่อได้
อย่างไรก็ตาม มองว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ ต้องแก้ที่ 3 ขา ที่ต้องทำ และต้องใช้พลังอย่างมหาศาล เพราะปัญหาที่ต้องแก้วันนี้คือ Preventive ไปพร้อมกับการป้องกันไม่ให้หนี้เสียกลับมาล้นใหม่
ดังนั้นปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่แค่ต้องมียอดมนุษย์1ท่าน แล้วจะแก้ปัญหาสิ่งนี้ได้ จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง
เรื่องแรกต้องมีข้อมูลที่สมบูรณ์ และเป็นภาพบังคับ โดยทุกสถาบันการเงินต้องนำข้อมูลลูกหนี้เข้าสู่ระบบกลาง เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน แทนที่สอง คือเมื่อมีข้อมูลครบ คนไทยทุกคนจะมี Credit Score เพื่อใช้เป็นตัวกำหนดว่า หากคุณมีเครดิตดี จะได้กู้ในอัตราดอกเบี้ยเท่าใด
ดังนั้นกระดุมเม็ดแรกคือข้อมูลและเครดิตสกอร์ เช่นเดียวกันต่างประเทศที่ใช้เครดิตสกอร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังวินัยทางการเงิน
“วันนี้ธปท. กำกับแค่ส่วนหนึ่ง มาถึงนอนแบงก์ เริ่มเอาเข้ามาดู สหกรณ์อยู่ที่กระทรวงเกษตร ซึ่งเท่ากับไม่มีใครดู กยศ.อยู่ที่กระทรวงการคลัง ถ้าไม่มีหลังคาหนึ่งอันที่บอกว่า Responsible Lending แปลว่าอะไร ถ้าแบงก์ปล่อยแล้วคิดดอกบนดอก แบงก์ชาติจัดการทันที แต่กลุ่มหนึ่งสามารถที่จะบอกว่า งวดนี้ไม่มีจ่ายไม่เป็นไรแล้วมากู้ต่อเป็น 10-15ปี สรุปหนี้ไม่มีวันจบ”
ติดกับดักรายได้ปานกลาง-การเงินยั่งยืน
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในหัวข้อ “การเงินยั่งยืน เกราะป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ” ว่า “การเงินยั่งยืน” คือ การจัดสรรเงินลงทุนหรือให้สินเชื่อเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์
แต่โจทย์ในวันนี้ไม่ได้พูดถึงเพียง “ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” เท่านั้น หากยังหมายถึงกรอบทางการเงินที่จะช่วยป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจอีกด้วย
หากดูการเงินยั่งยืน โดยเฉพาะการเงินสีเขียวของไทย วันนี้ถือว่ายังอยู่ระดับต่ำมาก
โดยมีมูลค่าการเงินสีเขียวรวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 480,000 ล้านบาท แต่หากนับรวมทั้งตราสารหนี้และผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ ก็ยังไม่ถึง 2-5% ของสินเชื่อรวมทั้งหมดในประเทศ ซึ่งอีกไกลกว่าที่ไทยจะไปถึงเป้าหมาย Net Zero
ส่วนแบงก์กสิกรไทย ปัจจุบันตั้งเป้าเพิ่มการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เป็นมูลค่า 400,000-500,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลูกค้าให้เดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าวได้
สำหรับโจทย์ “การเงินยั่งยืนเพื่อป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจ มองว่าคือ การจัดสรรเงินทุนและสินเชื่อให้สอดคล้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคงและความทั่วถึง โดยเฉพาะในแง่ “Financial Inclusion” หรือการเข้าถึงระบบการเงินอย่างเท่าเทียม เพราะหากสามารถทำได้จริง เศรษฐกิจไทยจะมีฐานที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ หากดูถึงปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือ วันนี้ไทย ติดกับดักกับรายได้ปานกลาง หรือ Middle Income Trap ซึ่งประเทศไทยติดอยู่ในกับดักนี้มานานถึง 40 ปี โดยเฉพาะในช่วง 10-12 ปีที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของคนไทยแทบไม่เติบโตเลย ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7,200 ดอลลาร์ต่อปี หรือราว 20,000 บาทต่อเดือน หากต้องการหลุดพ้นจากกับดักนี้ ประเทศไทยต้องเพิ่มรายได้ต่อหัวเป็นอย่างน้อย 12,600 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ
ดังนั้น การออกจากกับดักนี้ได้ต้องอาศัย สามภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยแต่ละภาคมีบทบาท และความท้าทายที่แตกต่างกัน รัฐต้องรับมือกับระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงถึง 64% ของจีดีพี
ขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนสถาบันการเงินเองก็เผชิญปัญหาคุณภาพหนี้ที่ยังต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ภาคเอกชนและประชาชนต้องปรับตัวภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตช้าและผันผวน
ดังนั้นภาครัฐ ต้องเร่งสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้แข็งแรง ผ่านนโยบายที่สนับสนุนผู้ประกอบการ
โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กต้องลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ และทำให้กฎระเบียบต่าง ๆ มีความเท่าเทียม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้บนกติกาเดียวกันกับรายใหญ่
PWC ชี้5เมกะเทรนด์“พลิก”ธุรกิจไทย
นายพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงวาระสำคัญของ CEO ไทยสำหรับปี 2026 ภายใต้แนวคิด “Value in Motion” โดยชี้ธุรกิจจำเป็นต้อง “พลิกโฉม” ตัวเองเพื่ออยู่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้า ท่ามกลาง 5 เมกะเทรนด์ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์โลก
1.การนำ AI มาใช้เป็นเทรนด์สำคัญ โดย CEO ไทยกว่า 74% เริ่มใช้ AI แล้ว และ 48% มีแผนใช้เพื่อสร้างผลกำไรในอนาคต 2.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ธุรกิจต้องเร่งสู่เป้าหมาย Net Zero และปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
โดย 76% ของ CEO ไทยยินดีลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม และ 66% ของผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3.จำนวนแรงงานลดลง ปัญหาประชากรลดลงทั่วโลก ทำให้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
4.ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ โลกแบ่งเป็นสองขั้ว ประเทศไทยควรวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาการค้าและดึงดูด FDI 5.ความจำเป็นในการพลิกโฉมธุรกิจ 81% ของ CEO เชื่อว่าต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจในปัจจุบัน เพราะการทำธุรกิจแบบเดิมจะอยู่รอดไม่ได้ในอนาคต
สำหรับภาคธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนจากการสร้าง Supply Chain แบบดั้งเดิมไปสู่การสร้างมูลค่าจากการ เชื่อมโยง และผสมผสานธุรกิจข้ามภาคส่วน โดย PwC ชี้ 9 โดเมนการเติบโตใหม่ และยกตัวอย่างการสร้าง Digital Banking จากการร่วมมือระหว่างธนาคาร บริษัทมือถือ และบริษัทน้ำมัน
ด้านการปรับตัว องค์กรต้อง “กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” และ “คิดใหญ่ แต่ลงมือทำเล็ก” เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงราบรื่นคือ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ โดยบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือจะมีมูลค่าสูงกว่าบริษัทอื่นถึง 2.5 เท่า และ 93% ของ CEO เห็นว่ามูลค่าของบริษัทมาจากความเชื่อมั่นที่มอบให้สาธารณชน
สำหรับองค์ประกอบของความเชื่อมั่นองค์กรจะมาจาก 3 ส่วน คือ 1. Accountable Trust ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ 2. Digital Trust การดูแลความปลอดภัยของข้อมูล การป้องกันการรั่วไหลและการหลอกลวง และ 3. Performance Trust ผลประกอบการที่ดีและสม่ำเสมอ เพื่อดึงดูดนักลงทุน





