จากราคาเปิดต้นปี 2568 “ทองคำแท่ง” เริ่มต้นที่ระดับ 43,000 บาท ซึ่งเป็นระดับ “ราคาต่ำสุด” จากนั้นราคาทองคำปรับขึ้นมาต่อเนื่องจนถึงเดือนเม.ย. และมีย่อตัวลงใน 2 เดือนถัดมา และหลังจากนั้นปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง “ราคาสูงสุด” (ออลไทม์ไฮ) ณ เดือนก.ย. แตะระดับ 59,300 บาท มีการปรับขึ้นรวมเพิ่มขึ้นกว่า 16,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 37% ขณะที่ความผันผวนในเดือนก.ย. มีการปรับราคาถึง 32 ครั้งในวันเดียว
สอดรับกับราคาทองคำโลก “ขานรับความไม่แน่นอน” เปิดราคาต้นปีระดับ 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนขยับทำราคาสูงสุด หรือออลไทม์ไฮแตะระดับ 3,855.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนก.ย. ที่ผ่านมา และราคาต่ำสุดช่วงเดือนก.พ. ที่ระดับ 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีการปรับขึ้นรวม 330 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือเพิ่มขึ้น 17% ตลอด 9 เดือนแรกปีนี้
โดยมี “4 ปัจจัย” หนุนราคาทองพุ่งแรงในช่วงนี้คือ
1.ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถูกสั่นคลอนจากการปลดผู้ว่าการเฟดโดย ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” อาจนำไปสู่การแต่งตั้งบุคคลที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ “เงินดอลลาร์อ่อน” และ “พันธบัตรสหรัฐขาดความน่าเชื่อถือ” หนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
2. แนวโน้มเฟดลดดอกเบี้ย ตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนแอและเงินเฟ้อไม่รุนแรง ทำให้นักลงทุนคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในเดือนตุลาคมและธันวาคม ลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ
3. แรงซื้อจากธนาคารกลาง แม้ยอดซื้อครึ่งปีแรกจะลดลง แต่จีนยังซื้อทองต่อเนื่อง และมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะซื้อทองมากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งอาจหนุนราคาทองคำเพิ่มขึ้นอีก 10%
4. เงินทุนไหลกลับสู่ “กองทุน ETF ทองคำ” หลังจากไหลออก 2 ปีติด ปีนี้กองทุน ETF กลับมาซื้อทองอีกครั้ง โดย SPDR เพิ่มการถือครองกว่า 133 ตัน สะท้อนความเชื่อมั่นในทองคำ และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำ
“จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายก สมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นแรงต่อเนื่องจากต้นปี โดยเฉพาะวานนี้ (30 ก.ย.) ที่มีการปรับราคาถึง 32 ครั้งในวันเดียว และปรับขึ้นถึงเกือบ 6,000 บาทในเดือนเดียวถือเป็นสัญญาณของแรงซื้อที่เข้มข้นจากทั้งใน และต่างประเทศ จากดอลลาร์สูญเสียเสถียรภาพ ธนาคารกลางทั่วโลก เข้าซื้อทองคำจำนวนมาก เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และสงครามการค้ารุนแรง รวมถึงราคาทองคำระยะกลางถึงยาวยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น สามารถสะสมเข้าลงทุนได้
ดังนั้น สมาคมฯ ปรับเป้าหมายปี 2568 “ราคาทองไทย” เพิ่มขึ้นมาที่ระดับ ทองแท่ง 61,000 บาท และราคาทองโลก เพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แต่ระยะสั้นเมื่อราคาทองปรับขึ้นอย่างร้อนแรงเหนือคาด พบว่านักลงทุนไทยยังเข้าซื้อต่อเนื่อง ระยะสั้นยังต้องระวังแรงขายทำกำไร กดดันราคาทองปรับฐานลงมาเช่นกัน
“ฐิภา นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) มองว่า ในระยะสั้น ทองคำปรับตัวขึ้นจนเข้าสู่สภาวะ Overbought ทุก Timeframe จึงต้องระวังแรงขายทำกำไรและแรงขายทางเทคนิคที่จะสลับออกมา อย่างไรก็ดี ตราบใดที่ราคายังยืน 3,408 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ หรือ 51,000 บาท ยังคงประเมินว่าเป็น “พักเพื่อขึ้นต่อ”
หลังจากราคาทะลุแนวต้านบริเวณ 3,850 ดอลลาร์ต่อออรซ์ โดย YLG ประเมินเป้าหมาย Base Case ถัดไปของปีนี้ ที่ 4,000-3,992 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 61,300-60,000 บาท
กรณี Bull Case ที่ทองโลกทะยานขึ้นแตะ 4,435 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเงินบาททรงตัว ทองไทยจะมีโอกาสทดสอบ 68,000บาท
เราแนะนำ สำหรับผู้ที่ไม่มีทองคำอยู่ในมือ-ใช้การพักตัว (Buy on Dip) ของราคาในระยะกลาง-สั้น เพื่อเป็นโอกาสทยอยซื้อ โดยนักลงทุนระยะกลาง-ยาว แนะนำทยอยสะสม ถ้าการพักตัวของทองคำไม่หลุดแนวรับแรกในระยะกลางที่ 3,740-3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 57,300-55,000 บาท เพราะยังมองว่าการพักฐานจะไม่ลึกมากนัก
และราคาทองคำจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบเป้าหมายของปีนี้โซน 4,000-3,992 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 61,300-60,000 บาท แต่หากหลุด 3,408 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 51,000 บาท แนะนำให้ชะลอการเข้าซื้อไปก่อนเพราะราคาอาจพักตัวลึก
สำหรับ ผู้ที่มีทองคำในมือเป็นจำนวนมาก-แบ่งขายทำกำไรบางส่วนเมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้น ซึ่งต้องจับตาบริเวณ 4,000-3,992 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 61,300-60,000 บาท หากการดีดตัวขึ้นยังไม่ทะลุผ่านบริเวณดังกล่าว อาจแบ่งขายทำกำไรลดสถานะบางส่วนแต่ไม่ทั้งหมด
แต่หากราคาผ่าน 4,000-3,992 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 61,300-60,000 บาท สามารถชะลอขายไปใกล้เป้าหมาย Bull Case บริเวณ 4,435 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 68,000 บาท
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะพุ่งแรง แต่ยังต้องระวังแรงขายทำกำไรในระยะสั้น หากหลุดแนวรับสำคัญอาจพักฐานลึก นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และวางแผนลงทุนอย่างมีวินัย





