วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เศรษฐพุฒิ’ เตือนฐานะคลัง ชี้เสี่ยงถูกหั่นเครดิต แนะติดตาม ‘ธุรกิจสีเทา’ กระทบค่าเงิน

‘เศรษฐพุฒิ’ เตือนฐานะคลัง ชี้เสี่ยงถูกหั่นเครดิต แนะติดตาม ‘ธุรกิจสีเทา’ กระทบค่าเงิน

‘เศรษฐพุฒิ’ เตือนฐานะคลัง ชี้เสี่ยงถูกหั่นเครดิต แนะติดตาม ‘ธุรกิจสีเทา’ กระทบค่าเงิน

การดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ จะครบวาระวันที่ 30 ก.ย.2568 หลังจากทำงานในตำแหน่งมาจะครบ 5 ปี โดยเข้าร่วมกิจกรรม Meet the Press ครั้งสุดท้ายในตำแหน่ง “ผู้ว่าการ ธปท.” ก่อนครบกำหนดวาระในวันที่ 30 ก.ย.2568 โดยมีหลายประเด็นที่ผู้ว่าการ ธปท.ส่งสัญญาณเตือนถึงเศรษฐกิจไทย

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า หากมองระยะข้างหน้าภาคเอกชนต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และภาครัฐต้องลดอุปสรรคการทำธุรกิจ ไม่สร้างปัญหา และหากมองไปข้างหน้าสิ่งที่ต้องดูแลและเป็นห่วง คือ เสถียรภาพการคลัง ความเสี่ยงจากภาคการคลังที่เป็นประเด็นต้องจับตามอง เพราะภาคการคลังไม่แข็งแกร่งเหมือนอดีต

รวมทั้งหากย้อนไปช่วงโควิด-19 เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ภาคการคลังต้องใช้ทรัพยากรค่อนข้างมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และใช้กระสุนไปค่อนข้างมาก

ดังนั้น ควรรัดเข้มขัดเพื่อให้ฐานะการคลังกลับมาในรูปแบบสร้างเสถียรภาพระยะปานกลางและระยะยาวสูงขึ้น และหากดูรายจ่ายรัฐบาลเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าเติบโตอยู่ที่ 4% ต่อปี แต่ฝั่งรายได้เติบโตไม่ถึงครึ่งหรือทำได้เพียง 1.7%

หากปล่อยตามเทรนด์ดังกล่าวการขาดดุลจะสูงขึ้นและหนี้เพิ่มขึ้น โดยการปล่อยทุกอย่างไปตามยถากรรมหรือเทรนด์เดิม ปัญหาจะยิ่งลาม และปัญหาความยั่งยืนทางการคลังจะยิ่งเป็นประเด็น แม้เรื่องนี้ยากที่จะทำให้เกิดผลทันที แต่ต้องเห็นภาพชัดเจนว่ามีแผนไปสู่ความยั่งยืนทางการคลัง เพราะเสถียรภาพทางการคลังเป็นพื้นฐานทุกอย่าง

รวมทั้งหากดูบอนด์ยิลด์ผ่านพันธบัตรระยะยาวของไทย 10 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% แม้สูงขึ้นหากเทียบกับก่อนหน้าที่ 1.2% แต่เป็นระดับไม่สูงหรือน่าตกใจว่าจะเกิดวิกฤติ แต่อย่าชะล่าใจและต้องมีแผนระยะยาวเพื่อรักษาความเชื่อมั่น

เพราะนอกจากตัวเลขที่เห็นคือภาระผูกพันที่มีอยู่ด้วย ดังนั้นหากมองไปข้างหน้าเสถียรภาพการคลังเป็นเรื่องต้องใส่ใจเพราะสะท้อนความเปราะบางเศรษฐกิจ

“ปัญหาที่ต้องใส่ใจและน่าห่วง คือ เสถียรภาพทางการคลัง เข้าใจว่าแรงโน้มถ่วงจะนำไปสู่การใช้งบประมาณหรือใช้งบกระตุ้น แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะมีไม่มาก หากไม่มีแผนระยะยาวจะเสี่ยงประเทศจะถูกดาวน์เกรดประเทศได้”

เงินบาทแข็งค่ามาก-ผันผวนแรงเกินไป

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% แข็งค่ากว่าประเทศภูมิภาค ปัจจัยหลักมาจากดอลลาร์อ่อนค่าและปัจจัยอื่น ซึ่งสวนทางปัจจัยพื้นฐานเนื่องจากประเทศที่ทำนโยบาย Tariffs เงินต้องแข็งค่า แต่กลายเป็นดอลลาร์อ่อนค่าทำให้ประเทศอื่นเจอปัญหาเดียวกัน

ทั้งนี้ ไทยเจอปัจจัยเฉพาะมาซ้ำเติม คือ ทองคำทำให้เงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะค่าเงินบาทสัมพันธ์กับราคาทองคำ 0.7% ทำให้ไทยเจอหลายเด้ง

ดังนั้น มาตรการที่ ธปท.ที่ทำได้เป็นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งรอบที่ผ่านมาลดลงสู่ 1.50% ในปัจจุบัน แม้ไม่ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าชัดเจน อีกด้านคือการเข้าไปดูแลเงินบาทไม่ให้ผันผวนเร็วและแรงเกินไปเพราะไทยเป็นประเทศส่งออก

แนะติดตามธุรกิจสีเทากระทบค่าเงิน

นอกจากนี้ ธปท.ได้ประชุมหารือผู้ค้าทองคำว่ามีวิธีใดลดแรงกดดันค่าเงินบาท ซึ่งมาตรการนโยบายภาษีเป็นหนึ่งในเรื่องที่พูดคุยกับผู้ค้าทอง แต่มาตรการที่ออกมาต้องดูความเหมาะสมและคงต้องใช้เวลา รวมทั้งมีช่องทางอื่นทำได้ เช่น การเทรดทองคำบนสกุลเงินดอลลาร์เพื่อลดค่าเงินแข็งค่า แต่กระทบหลายคนจึงต้องหามาตรการเหมาะสมสุด

ทั้งนี้ สิ่งที่ห่วงพบธุรกรรม (Error and Omission) หรือความคลาดเคลื่อนสุทธิที่เป็นส่วนต่างเกิดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้อาจสูงกว่าทุกปี หากดูตัวเลขโฟลว์ทุกอย่างรวมกันในส่วนดุลชำระเงินปี 2567 อยู่ที่ 1.24 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขจริงออกมาเท่ากับทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่ Error and Omission สูงขึ้น 1.52 หมื่นบ้านดอลลาร์ ซึ่งมาจากเหตุใดหรือมาจากธุรกิจสีเทายังบอกไม่ได้และเป็นสิ่งต้องติดตาม

ย้อนรอยวิกฤติช่วง 5 ปีผู้ว่าแบงก์ชาติ

ทั้งนี้ หากย้อนรอยการดำรงตำแหน่งผู้ว่า ธปท.ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องเผชิญมีหลายด้าน ประกอบด้วย 

1.นับตั้งแต่ปี 2563-2564 ความท้าทายแรกวิกฤตโควิด-19 ที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญวิกฤติอย่างหนักหน่วงจากโควิด-19 ที่ถือเป็นวิกฤตที่หนักมาก โดยบทบาท ธปท.ต้องพยุงเศรษฐกิจและระบบการเงินให้ทำงานได้ผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่ำสุดประวัติการณ์ที่ 0.50%

และออกมาตรการพักชำระหนี้ การเลื่อนการชำระหนี้ได้ชั่วคราว เพื่อบรรเทาภาระและรักษาสภาพคล่องในช่วงเวลาที่รายได้ลดลง

2.จากเงินเฟ้อสูงและสงครามในสงครามยูเครน (ประมาณ พ.ศ.2565) หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายจากวิกฤตโควิด-19 แต่ยังฟื้นช้าจะไปฟื้นไม่เต็มที่และใช้เวลานานมากและยังต้องเผชิญกับช็อก คือสงครามยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย และทำให้เงินเฟ้อขึ้นสูงถึง 7.9% ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดประวัติการณ์

3.ช่วงปี 2566-2567 ที่เป็นช่วงเสริมภูมิและวางรากฐาน จากปัญหาเชิงโครงสร้างรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยเติบโตลดลง จึงต้องนำมาสู่การปรับนโยบายสมดุล โดยการเน้นวางรากฐานระยะยาว ทั้งการปรับดอกเบี้ยให้สมดุล ให้ยืดหยุ่น และรองรับความเสี่ยงได้ และมุ่งแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับวางรากฐานภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ ด้านดิจิทัลและความยั่งยืน

4.ความท้าทายปัจจุบันและปัญหาเชิงโครงสร้าง และการเผชิญลมต้านต่างๆ ทั้งจาก ศักยภาพการเติบโตช้า ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจที่ดูช้าลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านรายได้ของประชาชนที่ฟื้นตัวช้า

ดอกเบี้ย 1.5% ถือว่าเอื้อเศรษฐกิจ

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินโดยเฉพาะดอกเบี้ยมองว่า การปรับดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 1.5% ถือว่าค่อนข้างต่ำ และเป็นอันดับ 4 ของโลก และหากดูพื้นที่การดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) หาก ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยลงมากเกินไปหรือกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการรุนแรงเกินไปช่วงแรกที่เผชิญวิกฤติอาจขาดเครื่องมือในการรับมือกับวิกฤติในอนาคต

ดังนั้นการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ย ผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อยเป็นค่อยไป และไม่สุดโต่งเกินไป เป็นการสำรองเครื่องมือไว้สำหรับอนาคต ซึ่งเป็นการมองนโยบายในภาพรวมใหญ่และทิศทางที่ถูกต้อง

แนะรัฐบาลมองนโยบายระยะยาว

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ห่วงใย ยังคงเป็นเรื่องเสถียรภาพการคลัง โดยมองว่ารัฐบาลต้องอยู่ภายใต้กรอบของเสถียรภาพทางการคลังระยะยาว หากใช้มาตรการกระตุ้นที่ต้องใช้เงินจำนวนมากต้องมีแผนการชัดเจนในการสร้างรายได้เพิ่มเติม

เช่น การปรับโครงสร้างภาษี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่จำเป็นต้องมีแผนการจัดการหนี้เพื่อให้หนี้ลดลงในอนาคต

นอกจากนี้ ประเด็นระยะยาวควบคู่ระยะสั้นแม้จะเป็นรัฐบาลช่วงสั้นอาจต้องการทำแต่สั้น แต่การแสดงให้ประชาชนเห็นว่าใส่ใจระยะยาวด้วยจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น การทำแต่เรื่องระยะสั้นอย่างเดียวมักจะได้ผลลัพธ์จำกัด

บทเรียนและข้อคิดจากการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ

รวมทั้งจากการทำงานใน ธปท.มา 5 ปี ตระหนักดีว่าการเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางต้องเผชิญความท้าทายและแรงกดดันมากมาย และยังยืนยันว่าหากย้อนเวลากลับไปก่อนรับตำแหน่ง “ก็ยังคงเลือกเป็นผู้ว่าการอยู่ดีเพื่อจะได้มาช่วยงาน”

สำหรับช่วงเวลาที่ยากลำบากสุดไม่ได้มองว่ามีจุดใดจุดหนึ่งที่หนักที่สุด แต่เป็นความรู้สึกที่หนักอึ้งต่อเนื่องยาวนานเหมือนสถานการณ์ “ไม่จบไม่สิ้น”

นอกจากนี้มีบางเรื่องที่เสียใจหรือคิดว่าทำได้ดีกว่านี้ หนึ่งในนั้นคือการทำมาตรการบางมาตรการที่ไม่สำเร็จตามคาด เช่น มาตรการแก้หนี้เรื้อรัง จากความหวังที่อาจช่วยคนที่มีปัญหาในการปิดหนี้ เพราะจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น แต่สุดท้ายแล้วคนกลับยังต้องการสินเชื่อใหม่มากกว่าการปิดหนี้เดิม

อีกเรื่องที่เสียดายเป็นการไม่ริเริ่มเรื่องให้เร็วขึ้นและหากย้อนเวลาจะกลับไปทำเรื่องนี้ให้มากขึ้น คือ การ Structural reforms เพื่อสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย มองว่าเป็นระบบนิเวศสำคัญและหากเริ่มเร็วจะไปได้ไกลกว่านี้

เดินหน้าสกัดบัญชีม้าช่วยผู้บริสุทธิ์

สำหรับปัญหาบัญชีม้าที่ทำให้เกิดการถอนเงินของประชาชนและพบว่าถอนเงินสดในบางสาขา ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับบัญชีม้าและการถูกอายัดบัญชี ซึ่งต้องขออภัยที่มาตรการต่างๆ สร้างความเดือดร้อนและความไม่สะดวกให้กับประชาชนผู้สุจริตที่ทำมาค้าขายและต้องใช้เงินหมุนเวียน แต่กลับถูกระงับธุรกรรมหรือถูกอายัดบัญชี

ทั้งนี้ต้องขอให้ประชาชนนึกถึงหัวอกเหยื่อที่ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงจนเงินหายไปทั้งชีวิต และมองว่าปัญหามิจฉาชีพวันนี้เหมือนมะเร็งที่หากปล่อยไว้จะแพร่กระจายและทำลายระบบ การจัดการปัญหานี้จึงจำเป็นต้องทำอย่างเด็ดขาด แม้จะส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์บ้าง หากไม่มีการดำเนินการใดๆ ประเทศไทยอาจกลายเป็นสถานที่ที่สะดวกสำหรับมิจฉาชีพได้