นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แผนธุรกิจธนาคารปี 2568 ภายใต้ Towards Future Proof Banking โดยในฐานะ CEO ของธนาคารไทยพาณิชย์ จากการดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลา 1,137 วันที่ผ่านมา
เป้าหมายตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งคือ หวังให้ธนาคารเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจ Wealth Management และการสร้างธนาคารให้เป็น Digital Bank ที่ยังคงมี Human Touch
นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจลูกค้าสถาบัน และธุรกิจลูกค้ารายย่อย รวมถึงการผันตัวเองให้เป็นดิจิทัลให้เร็วที่สุด และมุ่งมั่นที่จะได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับหนึ่งในทุก Segment ที่เราดำเนินธุรกิจ
โดยสิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว ในช่วงดำรงตำแหน่งคือ การทำให้ ROE หรือ Return on Equity เป็นสองหลัก ด้านต้นทุนต่อรายได้หรือ Cost to Income ตั้งเป้าต่ำ 40% และตั้งเป้าคุมให้อยู่ใกล้ 30% ให้ได้มากที่สุด ด้านรายได้จากช่องทางดิจิทัลอดีตอยู่เพียง 6-7% เท่านั้น มาสู่ปัจจุบันที่ขึ้นอยู่ที่ 25% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมถึงสินเชื่อสีเขียว ที่ปัจจุบันเรายังคงเป็นเจ้าตลาด
อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 เรื่องที่ยังทำไม่สำเร็จคือ การเป็นอันดับ 1 ธุรกิจ Wealth Management และการที่เรามีคะแนน NPS ของลูกค้าที่เลือกเราเป็น Main Bank เป็นอันดับ 1 ทั้งสองเรื่องนี้ยังเป็นสิ่งที่ไทยพาณิชย์ต้องทำให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงที่สุด
เปิดความท้าทายธุรกิจแบงก์
อย่างไรก็ตาม มองว่า ภายใต้ สถานการณ์โลกในช่วงที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ประเทศไทยเองก็เช่นกัน โดยมองว่ามี 3 เรื่องหลักที่ยังคงเป็นปัจจัยท้าทายต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน และในอนาคต
1. ความไม่แน่นอนของการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้ายังไม่ตกตะกอนดี แม้ว่าจะมีอัตราภาษีที่ดูเหมือนจะมีความแน่นอนแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากพิจารณาในมิติที่ลึกลงไป ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนอีกมาก
อาทิ สัดส่วนของ Local Content ที่ยังไม่ตกลงกันในรายละเอียด หรือหากตกลงกันแล้วจะนับอย่างไร ซึ่งจะทำให้เกณฑ์ของภาษีเองก็อาจจะไม่นิ่ง
นอกจากนี้ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลกก็ชัดเจนขึ้น จากเดิมที่โลกยึดเกาะกับประเทศในฟากตะวันตกเป็นหลัก แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา จีน และรัสเซีย ได้มีการจัดการประชุมและพูดคุยกันถึงการเน้นเรื่อง Global South บนแรงดึง และแรงดันนี้ จะทำให้เกิดการทุ่มตลาดของจีนมาที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสนามที่โดนสินค้าจีนทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การนับ Local Content ที่ยังไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อภาษีที่เราต้องเผชิญจริงหรือไม่ อย่างไร ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม
2. สถานการณ์เปราะบางของผู้บริโภค และเศรษฐกิจในประเทศ ในภาคของผู้บริโภคหรือลูกค้ารายย่อย ตลาดบริโภคของเราอาจจะเปราะบาง หนี้ครัวเรือน และหนี้บุคคลของลูกค้ามีสัดส่วนที่สูงขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ภายในประเทศในเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยยังคงมีความท้าทาย
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างเหนื่อย เนื่องจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้สถานการณ์การท่องเที่ยวอาจจะไม่ดีนัก ดังนั้น ความท้าทายในภาพรวมของเศรษฐกิจจึงยังคงมีอยู่
3. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันในธุรกิจธนาคารในเชิงธุรกิจ จากมุมมองของธนาคาร มิติของการแข่งขันในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก โดยตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งที่ผ่านมามีเป้าหมาย ในการทำให้ธนาคารไทยพาณิชย์ต้องเป็น Digital Bank แต่ยังคงมี Human Touch
การมาของ Virtual Bank ซึ่งขณะนี้ได้ประกาศผู้ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้ว่าการแข่งขันยังไม่เห็นภาพชัดเจนเนื่องจากกำลังตั้งไข่กันอยู่ แต่เราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพราะ Virtual Bank เหล่านี้จะพยายามปักหมุดในการหาเงินฝาก และเมื่อหาเงินฝากได้แล้วก็ต้องปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะชนกับการดำเนินงานของธนาคารทั่วไปดังนั้น การทำอย่างไรให้เรามีจุดเด่นที่ดีกว่า Virtual Bank จึงเป็นโจทย์สำคัญของทุกธนาคาร
อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญคือ ความก้าวหน้าของ AI ธนาคารใดที่สามารถนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เร็วขึ้น ก็จะสามารถทำให้ธุรกิจก้าวกระโดดได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องOpen Bankingจากแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะมีการแชร์ข้อมูลให้กับผู้เล่นที่ไม่ใช่ธนาคารและได้รับข้อมูลที่ใกล้เคียงหรือเสมือนหนึ่งเป็นธนาคาร
สิ่งนี้จะนำมาซึ่งโมเดลทางธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เข้ามาท้าทาย แต่อีกมิติหนึ่งก็อาจจะเปิดโอกาสในการสร้างพันธมิตรใหม่ๆ ให้กับกลุ่มธนาคาร และจะเปลี่ยนรูปแบบของการทำธุรกิจธนาคาร จากเดิมที่เป็นธนาคารเพียงอย่างเดียวไปทำธุรกิจอื่นๆ มากขึ้น
ดังนั้น ทั้ง 3 ประเด็นนี้ จึงเป็นความท้าทายในเชิงธุรกิจที่ทุกธนาคารจะต้องเผชิญร่วมกัน
เปิดกลยุทธ์รับมือความท้าทาย
ในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ในมิติของธนาคารเอง คือ ต้องทำให้ตัวเองมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราต้องมีความชัดเจนในเป้าหมายที่เราจะไป เราไม่สามารถบอกว่าเราทำทุกอย่างได้ดีหมด แต่เราต้องเลือกทำในสิ่งที่เราเข้มแข็ง
หากพูดถึงไทยพาณิชย์ต้องนึกถึงเรื่องอะไร สิ่งนี้ต้องมีความชัดเจน ในมุมของการปรับตัวภายในองค์กร การใช้ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอสินค้า และบริการแบบ Hyper Personalization ก็จะมีความสำคัญ และการสร้างพันธมิตรใหม่ๆ ก็จะมีความสำคัญเช่นเดียวกัน
สิ่งเหล่านี้ นำมาสู่กลยุทธ์ หรือโจทย์ของธนาคารไทยพาณิชย์ ในการมุ่งเน้นใน 3 เรื่องที่เชื่อว่ามีความสำคัญที่เราต้องทำ
3 กลยุทธ์หลักของธนาคารไทพาณิชย์
1. เสริมสร้างธุรกิจหลักให้เข้มแข็ง ในสถานการณ์การแข่ งขันและความท้าทายทางเศรษฐกิจที่มากมาย เพราะไม่เชื่อว่าเราจะสามารถเป็นธนาคารที่ทำอะไรแบบกลางๆ ในทุกเรื่อง หรือเป็น Average Performer ได้อีกต่อไป เพราะโลกจะกดดันให้คนธรรมดาไม่สามารถเป็นคนธรรมดาได้ ทุกคนต้องเป็นคนพิเศษในมุมมองของตัวเอง
ซึ่งหมายความว่าเราคงต้องเลือกทำ ในการเลือกทำนั้น ไทยพาณิชย์ได้กลับมาดูว่าอะไรคือจุดแข็งของเรา และเน้นในการทำธุรกิจที่เราเชื่อว่าเป็นจุดแข็ง จุดแข็งของไทยพาณิชย์มีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ คือ ธุรกิจลูกค้าสถาบัน ทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางและธุรกิจลูกค้ารายย่อยที่ตอบโจทย์เรื่องการบริหารความมั่งคั่ง ไปสู่อนาคต
“สองเรื่องนี้จะเป็นสองเรื่องหลักที่ไทยพาณิชย์จะทุ่มสรรพกำลัง โดยไม่วอกแวก และไม่ไปทำ 100 อย่าง แต่จะทำแค่ 2 อย่างนี้ เพื่อทำให้ธนาคารไทยพาณิชย์มีจุดเด่นที่มีความสำคัญ”
2. ปรับโครงสร้างและลดขนาดองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ภายใต้เป้าหมายที่ต้องการให้ไทยพาณิชย์มี ROE สองหลักและมี Cost to Income ใกล้เคียง 30% ให้ได้มากที่สุด นั่นคือ ต้องลดขนาดองค์กรและปรับขนาดองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โจทย์ในการปรับและลดขนาดองค์กรนี้มาในหลายบริบท ทั้งในบริบทของการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ การมีประสิทธิภาพต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น โดยที่ 1 คนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากเทคโนโลยี
การลดขนาดขององค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจ หากเราต้องการเน้นธุรกิจสินเชื่อลูกค้าสถาบันและธุรกิจรายย่อยที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจแบบ Wealth Management แน่นอนว่าขนาดขององค์กรของเราก็ต้องเปลี่ยนไปและสอดคล้องกับธุรกิจนั้น
3. ปรับกระบวนการวัดผล และการบริหารจัดการความสำเร็จให้รวดเร็วและชัดเจน เมื่อเป้าหมายในการเลือกความโดดเด่นของเรา หรือการปักหมุดสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นจุดแข็งของเราชัดเจน ควบคู่ไปกับการที่เรากลับมาดูว่าเราต้องสร้างประสิทธิภาพ และลดขนาดองค์กรให้มีความสอดคล้อง
“เรื่องที่สามคือ รอบในการบริหารจัดการความสำเร็จ หรือการวัดผลเป้าหมายก็จะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน จากเดิมที่อาจจะมีการประเมินผลเป็นรายปี หรือรายครึ่งปี ต่อไปนี้เราคงต้องมาดูสถานการณ์ และดูโจทย์ความคืบหน้าในการทำงานเป็นรายเดือน หรืออย่างช้าคือ รายไตรมาส และปักหมุดในการดำเนินการแบบจับต้องได้ เห็นผลในระยะสั้น โดยไม่ไปรอผลในระยะกลางหรือไกล เพราะเศรษฐกิจและโลกมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”
ดังนั้น โจทย์ของไทยพาณิชย์จากนี้ไปจะมี 3 เรื่องหลักๆ คือเสริมธุรกิจหลักให้เข้มแข็ง ปรับธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ และลงมือทำบนเป้าหมายการประเมินอย่างรวดเร็ว และชัดเจน โดยไม่รอไปจนถึงสิ้นไตรมาสหรือสิ้นปี
5-10ปี ธุรกิจแบงก์จะเริ่มเห็นขนาดองค์กรแบงก์ลดลง
อย่างไรก็ตาม มองว่า 5-10 ปี หลังจากนี้ จะเริ่มเห็นขนาดธนาคารลดลง และจะเริ่มเห็นจำนวนพนักงานลดลงหากเทียบกับอดีต จากที่อยู่ราว 18,000-19,000 คน มาอยู่ที่ระดับ หมื่นคนต้นๆ เช่นเดียวกับ สาขาของธนาคารไทยพาณิชย์ที่อาจเห็นการลดลงตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากปัจจุบันอยู่ที่ 650 สาขา
สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร และลดต้นทุน สิ่งที่ทำได้คือ การผลักดันให้ลูกค้าธนาคารหันมาใช้ดิจิทัลมากขึ้นอีก 20% ไปใช้ SCB EASY จากปัจจุบันที่มีจำนวนผู้ใช้งานผ่านแอป อยู่ที่ 17 ล้านราย
รับห่วงปัญหาคุณภาพหนี้สิน
นายกฤษณ์ กล่าวว่า วันนี้ยังคงเป็นห่วงเรื่องคุณภาพหนี้ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจขนาดใหญ่ยังเข้มแข็งเติบโต แต่ธุรกิจรายย่อย และเอสเอ็มอียังมีความท้าทาย ในบางเซกเมนต์เริ่มส่งสัญญาณความน่ากังวลในการบริหารจัดการหนี้ และหากดูศักยภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่กลับมาเติบโตตามศักยภาพ
ลูกหนี้ส่วนใหญ่ก็ยังมีความท้าทายในการออกจากกับดักหนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบงก์เฝ้าระวัง และบริหารจัดการความเสี่ยงในเซกเตอร์ที่น่ากังวลอย่างใกล้ชิด และปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้ลูกค้าธนาคารรอด
นายกฤษณ์ กล่าวถึงการเมือง และทีมเศรษฐกิจใหม่ ว่า สิ่งที่อยากเห็น คือ การให้ความสำคัญของ “ความเชื่อมั่น” เป็นอันดับแรก แม้จะมีเงื่อนไขระยะเวลาอันสั้น แต่หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้อง และต่อยอดให้ประเทศเติบโตไปข้างหน้าได้ ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่หาก “ติดกระดุมเม็ดแรกผิด” จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต
นโยบายที่ต้องทำคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ประเด็นสำคัญรองลงมาคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการกระตุ้นที่ตรงเป้าหมาย (targeted) ไม่ใช่การหว่านแห และนโยบายทางการคลัง (fiscal policy) และนโยบายทางการเงิน (monetary policy) ต้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





