บล.พาย ระบุว่า ดัชนีค่าเงินบาทปรับตัวขึ้นสูงสุดรอบสิบปีสะท้อนค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงปรับขึ้นอย่างจำกัดเนื่องจากผลของระดับราคาสินค้า ทั้งนี้ การเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนของสองสกุลเป็นวิธีนี้อย่างง่ายจึงนิยมกล่าวถึงในวงกว้างโดยส่วนมากแล้วอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการเปิดเผยในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมักใช้การเปรียบเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลัก เช่น ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น สำหรับข้อด้อยของวิธีเปรียบเทียบระหว่างสองสกุลคือจะไม่เห็นภาพอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้า
ขณะที่ ดัชนีค่าเงิน หรือ Nominal Effective Exchange Rate (NEER) มีความสำคัญในตลาดการเงิน โดยวิธีนี้แตกต่างจากวิธีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างค่าเงินสองประเทศ เพราะดัชนีค่าเงินของประเทศนั้นเปรียบเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมดของคู่ค้า ดัชนีค่าเงิน (NEER) จะนำมาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนการค้าของแต่ละประเทศโดยวิธีนี้มีข้อดีทำให้เห็นภาพว่าอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศนั้นอ่อนค่าหรือแข็งค่าเทียบกับคู่แข่งหรือคู่ค้า
ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงิน (NEER) คือข้อมูลชี้วัดแสดงความสามารถการแข่งขันสินค้าระหว่างประเทศในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อย่างไรก็ตามวิธีดัชนีค่าเงินยังไม่ได้รวมผลของปัจจัยด้านราคาสินค้าของประเทศคู่ค้าเข้ามาทั้งนี้เมื่อปรับชดเชยอัตราเงินเฟ้อของประเทศหรือเรียกว่าอีกวิธีว่าดัชนีค่าเงินที่แท้จริงหรือเรียกว่า Real Effective Exchange Rate (REER) ซึ่งดัชนีค่าเงินที่แท้จริงจะทำให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นของดัชนีชี้วัดขีดความสามารถทางการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม นักการเงินมักนิยมใช้ดัชนีค่าเงินและดัชนีค่าเงินที่แท้จริงประกอบกันในแต่ละสถานการณ์ที่ค่าเงินบาทมีการเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยที่เกิดขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทที่เกิดการแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญโดยที่นโยบายการเงินของสหรัฐฯ และไทยในระยะข้างหน้าคาดว่าจะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินตราระหว่างประเทศในระยะถัดไปอย่างมาก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นเช่นไรหากค่าเงินบาทแข็งค่า? การส่งออกอาจได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากสินค้าส่งออกจะแพงขึ้นในสายตาของต่างชาติและส่งผลกระทบต่อพอร์ตลงทุนที่ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน





