วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม 2569

Login
Login

รถใหม่แข่งราคาฉุดรถมือสองวูบ EV เข้าตลาดน้อย 'ราคาไม่เสถียร’

รถใหม่แข่งราคาฉุดรถมือสองวูบ EV เข้าตลาดน้อย 'ราคาไม่เสถียร’

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดูวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี ยังประเมินทิศทางตลาดได้ยาก เนื่องจากยังมีรถเข้าสู่ตลาดในปริมาณน้อย ส่วนหนึ่งมาจาก อีวี ยังเป็นของใหม่ในไทย อายุในการทำตลาดแมสไม่มากนัก ผนวกกับสถานการณ์รถมือสองโดยรวมในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ไม่ดีนัก ทำให้เจ้าของรถยังไม่ต้องการขายรถออกไป

"มือสองอีวีน่าจะต้องอีกสัก 2 ปี ถึงจะเห็นทิศทางที่ชัดเจน และการประเมินราคาจะน่าเชื่อถือ"

สอดคล้องกับผู้บริหาร บีวายดี ที่ระบุว่า ภาพที่ชัดเจนของตลาดอีวีมือสอง ยังต้องรออีกนาน เนื่องจากปริมาณรถเข้าสู่ตลาดน้อย ทำให้ยังมีโครงสร้างราคาที่ไม่เสถียร 

การที่รถเข้าสู่ตลาดไม่มากนัก เป็นไปตามกลไกการตลาดทั่วไป เนื่องจาก อีวี เพิ่งทำตลาดในตลาดแมสจริงๆ ในปี 2565 และมีตลาดที่ชัดเจนในปี 2566 ในขณะที่ลักษณะการใช้งานของคนไทยส่วนใหญ่ ใช้รถประมาณ 4-8 ปี จึงทำให้อีวีส่วนใหญ่ยังไม่ถึงรอบที่จะเข้าตลาดมือสอง แต่จะเริ่มเห็นได้เพิ่มขึ้นปี 2569

รอเทคโนโลยีนิ่ง ราคาเสถียร

ทั้งนี้การที่เจ้าของอีวีจะใช้รถในระยะเวลาดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากผู้จำหน่ายที่เปิดเงื่อนไขการดูแลรักษารถระยะยาว เช่น บีวายดี ที่เปิดเงื่อนไขรับประกันคุณภาพ 8 ปี หรือ 1.6 แสนกิโลเมตร เป็นรายแรก ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจที่จะใช้รถในระยะยาว 

“นอกจากนี้ยังมีผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี หลายคนไม่อยากมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนรถคันใหม่ จึงยอมที่จะใช้คันเดิมไปก่อน ไม่เฉพาะอีวี แต่รวมถึงตลาดรถทั่วไปด้วยเช่นกัน”

ส่วนการที่รถมือสอง อีวี มีราคาที่ไม่นิ่ง ก็เป็นเพราะมีรถเข้าสู่ตลาดน้อยทำให้มีฐานข้อมูลไม่มาก รวมถึง อีวี ในปัจจุบันยังมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี เมื่อเทคโนโลยีนิ่ง ราคาก็จะนิ่งตามไปด้วย

นายภิญโญ ธนวัชรภรณ์ ผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์มือสอง “โยรัชดา” กล่าวว่า เต็นท์รับตลาดรถอีวีเข้ามาบ้างเช่นกัน แต่ไม่มากนัก เนื่องจากเจ้าของรถบางส่วนยังทำใจไม่ได้ในการขายรถ เนื่องจากราคาที่ตกลงมาก เป็นผลมาจากทั้งการที่อีวีมือสองเป็นของใหม่ในตลาด และการที่รถใหม่ป้ายแดง อีวี เปิดเกมสงครามราคาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งราคารถใหม่ที่ลดลงมา กดให้ราคารถมือสองต่ำลงไปอีก

ส่วนการรับ อีวี เข้าเต็นท์นั้น จะเน้นรุ่นที่ได้รับความนิยมในตลาด และเป็นรถปีใหม่ๆ มีอายุการใช้งานไม่มาก เทคโนโลยียังไม่ตกรุ่น และจะเน้นการขายออกให้ได้ในเวลารวดเร็ว จอดคาเต็นท์ไม่นานนัก

มือสองส่อปรับราคาขึ้นปีหน้า

นายภิญโญ กล่าวว่า ตลาดรถยนต์มือสองในภาพรวมนั้นถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญไม่แพ้ตลาดรถป้ายแดงที่มีส่วนขับเคลื่อนตลาด และเศรษฐกิจ แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตลาดได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจ และราคาที่หดตัวอย่างรุนแรงจากการแข่งขันด้านราคารถใหม่ ส่งผลให้มีรถเข้าสู่ตลาดน้อย โดยเฉพาะรถคุณภาพดี 

“เมื่อก่อนที่จะเปลี่ยนรถส่วนใหญ่ใช้งานรถใหม่ 4-5 ปี แต่ปัจจุบันขยายเวลาออกไปเป็น 6-8 ปี”

อย่างไรก็ตาม การมีรถเข้าตลาดน้อย ก็ส่งผลดีในบางเรื่อง คือ ตลาดหาสมดุลในตัวเอง ราคาปรับตัวดีขึ้น ในกลุ่มรถคัดเกรด แต่ขณะเดียวกันคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเช่นกัน ในปี 2569 เนื่องจากทิศทางราคาจะปรับเพิ่มขึ้น ตามหลัก ดีมานด์ ซัพพลาย ยกเว้นรถที่ซื้อขายโดยไม่ได้ผ่านการซ่อมบำรุงก่อนขาย เช่น ตลาดประมูลที่ขายรถในสภาพที่ซื้อมา

มาตรการช่วยลูกหนี้ทำ "รถยึด" ชะลอตัว

นายสุธี สมาธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) หรือ AUCT เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าสถานการณ์ปริมาณรถเข้าสู่ลานประมูลตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบันยัง "ชะลอตัวลง” จากปีก่อน จากปัจจัยลบมาตรการรัฐช่วยเหลือลูกหนี้ปรับโครงสร้างก่อนเป็นหนี้เสีย (NPL) และมาตรการคุณสู้เราช่วยขยายเวลาต่อถึงก.ย.นี้ ซึ่งมาตรการนี้ทำให้รถยึดเข้าสู่ระบบประมูลชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันปริมาณรถที่เป็น NPL แล้ว เพิ่มขึ้นมากกว่า ปี 2566 และ ปี 2567 แต่ปริมาณยึดรถเข้าสู่ระบบประมูลกลับน้อยกว่า ปี 2566 และ ปี 2567 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่ปกติของกระบวนการ ทำให้ปริมาณรถยึดไม่เข้าสู่ระบบประมูลเช่นกัน

โดยข้อมูล NCB ครึ่งปีแรกพบว่า มีปริมาณรถที่เป็น NPL จำนวน 850,000-860,000 คัน ปริมาณรถที่ปรับโครงสร้างหนี้หลังจากที่เป็น NPL แล้วราว 120,000-130,000 คัน และปริมาณรถที่ปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็น NPL ยังมีอีกจำนวนสูงขึ้นมาเป็นเท่าตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

ดังนั้น หากรวมปริมาณรถทั้ง 3 กลุ่มน่าจะถึงหลักล้านล้านคัน แต่สัดส่วนการไหลจากรถที่เป็น NPL มาเป็นรถยึดสู่ระบบประมูล ในปีนี้ไหลช้าจากกระบวนการช่วยเหลือลูกหนี้ ไม่ให้ไหลเป็น NPL ที่เร็ว และแรง

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า หากมาตรการคุณสู้เราช่วย “ยุติลง” คาดว่า ปริมาณรถยึดจะกลับเข้าสู่ระบบประมูลในอัตราที่สูงขึ้นมากกว่านี้อย่างชัดเจน หรือกลับมาในระดับเดียวกับปี 2566 และปี 2567

ราคารถยึดอัปเพิ่ม 10% จากปลายปีก่อน

ทางด้าน ราคารถยึดเข้าสู่ระบบประมูล ปัจจุบันยังคงสูงแข็งแกร่ง เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีก่อน โดยยังคง “ทรงตัวสูง” ในระดับนี้มาต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อนต่อเนื่องต้นปีนี้เป็นต้นมา มาจากปัจจัยบวก ความต้องการรถมือสองยังมีอยู่ แต่ปริมาณรถยึดในระบบชะลอตัวลง

แต่ยังต้องติดตาม ปัจจัยลบจากทางด้าน "ราคารถอีวี" ทำให้เกิดผลกระทบ สร้างความปั่นป่วนต่อราคารถทุกกลุ่มไปแล้วระดับหนึ่ง ทั้งรถอีวี และรถสันดาปที่คนซื้อขาดความมั่นใจไประดับหนึ่ง รวมถึงราคารถมือสองได้รับผลกระทบต่อเนื่องเช่นกัน

แต่ในเชิง "ปริมาณรถนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มรถอีวี"  มองว่า ระยะสั้นถึงสิ้นปีนี้ ยังไม่มีนัยต่อราคารถทั้งระบบแต่อย่างใด ยังต้องติดตามในระยะถัดไป

ดังนั้น คาดแนวโน้มราคารถยึดสู่ระบบประมูลหลังจากนี้ยังคง “ทรงตัวระดับสูง” ต่อเนื่องถึงสิ้นปี 2568

ถึงแม้ปกติไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีจะเป็นช่วงที่มีปริมาณรถยึดเข้าสู่ระบบประมูลค่อนเข้าสูง โดยประเมินปริมาณรถยึดน่าจะไหลเข้ามาช้าๆ ไม่รวดเร็ว แต่จะมากกว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมาที่ชะลอลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเดือนเม.ย. มีปัจจัยลบเหนี่ยวรั้งค่อนข้างมาก และมองว่าช่วงที่เหลือปีนี้สถาบันการเงินจะเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ใหม่เช่นเดิม จากหนี้ครัวเรือน และ NPL ยังอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ไฟแนนซ์ น่าจะยังชะลอการยึดรถ แม้ว่าการขายขาดทุนรถยึดจะชะลอลงในปัจจุบันมาอยู่ที่ระดับ 40% ของการขายรถยึดทั้งหมด จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเคยแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 50% แต่ยังถือว่าอยู่ระดับที่สูงกว่าในอดีตอยู่ที่ระดับ 30% เท่านั้น ดังนั้นหากการขายขาดทุนรถยึดชะลอลงมากกว่าปัจจุบัน คาดว่าไฟแนนซ์จะกลับมายึดรถเร็วขึ้น และมีโอกาสปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

ขายรถออกลานยอดดีกว่าปีก่อน

ขณะที่การขายรถออกของระบบประมูลในปีนี้ย้ำว่า “ไม่มีปัญหา” และ “ไม่มีอุปสรรค” ยังสามารถขายรถออกได้ทุกคัน เพียงแต่ว่าอัตราการขายรถจบต่อรอบ (Success Rate) อาจผันแปรบ้าง แต่พบว่า ในปีนี้ อัตรา Success Rate ของ สหการประมูล ยังถือว่าดีกว่าปีก่อน โดยค่าเฉลี่ยภาพรวมอยู่ที่ 50-60% และในกลุ่มที่ขายให้กับไฟแนนซ์ที่เป็นสถาบันการเงินหลักที่มีมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยสูงถึง 80-90%

“จริงๆ แล้วอัตราการจบในปีนี้ดีขึ้น ช่วยให้เราขายรถได้ดีขึ้น แม้ว่าจะมีการขายขาดทุนของแบงก์ลดลง จากราคารถที่ขยับขึ้นก็ตาม ถือว่าเป็นปัจจัยหนุนทำให้ภาพรวมธุรกิจของเราปีนี้ยังเติบโตในสถานการณ์เช่นนี้ แม้จะชะลอตัวลงตามปริมาณรถยึดที่ชะลอลง ”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์