วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ศก.ทรุดบีบ ‘ธปท.’ ลดดอกเบี้ย หวั่น ‘กลุ่มเปราะบาง’ ขยายวง คุณภาพหนี้แย่ลง เข้าถึงสินเชื่อต่ำ

ศก.ทรุดบีบ ‘ธปท.’ ลดดอกเบี้ย  หวั่น ‘กลุ่มเปราะบาง’ ขยายวง คุณภาพหนี้แย่ลง เข้าถึงสินเชื่อต่ำ

ศก.ทรุดบีบ ‘ธปท.’ ลดดอกเบี้ย  หวั่น ‘กลุ่มเปราะบาง’ ขยายวง คุณภาพหนี้แย่ลง เข้าถึงสินเชื่อต่ำ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ “เอกฉันท์” ให้ “ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ 0.25% จาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.50% ในการประชุม กนง.ครั้งที่ 4 ของปี โดยยอมรับว่าแม้เศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 ขยายตัวใกล้เคียงที่ประเมิน แต่มาตรการภาษีสหรัฐจะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้าง และขีดความสามารถการแข่งขัน 

รวมทั้งเศรษฐกิจบางภาคส่วนมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอี กนง.จึงมองว่านโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติมได้เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ และช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบาง 

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ กนง.กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมสำหรับปีนี้หรือปีหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขโดยรวมยังใกล้เคียงที่ ธปท.ประเมินไว้ก่อนหน้า

และไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าภาวะ “Easing Cycle” แบบเศรษฐกิจแย่ลงต่อเนื่อง สถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้ไม่ได้แย่เท่าช่วงโควิด-19 ที่เศรษฐกิจไทยติดลบถึงระดับ -6% และภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก

แต่เหตุผลหลักที่ทำให้ กนง.ตัดสินใจ “ลดอัตราดอกเบี้ย” เหตุผลหลักมาจากภาวะการเงิน ภาวะสินเชื่อ ที่เห็นในแง่ของพัฒนาการบางกลุ่มไม่มีสัญญาณดีขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และผู้มีรายได้น้อย รายย่อย ที่รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ที่ยังเผชิญความยากลำบาก และได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากหลายปัจจัย เช่น ภาระภาษีทรัมป์ 

รวมทั้งเจอปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่สถาบันการเงินเข้มงวดขึ้นในกลุ่มที่มียอดขายต่ำกว่า 20 ล้านบาท ส่งผลให้สินเชื่อหดตัวต่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตสูงขึ้น บวกกับความต้องการสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ 

  • เปิดเหตุผลลดดอกเบี้ยของ กนง. 6 คน

ทั้งนี้การพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง.ทั้ง 6 คน พิจารณาความเสี่ยงสำคัญที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมองไปข้างหน้าหลายมิติ โดยเฉพาะในแง่ผลกระทบภาษีทรัมป์ ซึ่งอาจกระทบภาพรวม และซ้ำเติมปัญหาความสามารถการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก และเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว คือ เอสเอ็มอี ซึ่งชัดเจนว่าได้สินเชื่อลดลงต่อเนื่อง บวกกับคุณภาพสินเชื่อด้อยลง โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย ซึ่งสินเชื่อบ้านมีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง

โดยเฉพาะสินเชื่อที่เปราะบาง ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และปัจจุบันเริ่มเห็นหนี้เสียเริ่มกระจายตัวกลุ่มระดับรายได้สูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบนั้น มองว่าการเติบโตของสินเชื่อจะทรงตัวระดับต่ำ ซึ่งคาดว่าสินเชื่อจะเติบโตอัตราที่ต่ำ แต่จะไม่ลดฮวบฮาบ

ดังนั้น กนง.อยากให้มั่นใจว่าภาวะการเงินจะไม่ซ้ำเติมกลุ่มเหล่านี้มากขึ้น 

ทั้งนี้นโยบายการเงินที่อยู่ระดับผ่อนคลาย และการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการผ่อนคลายเพิ่มเพื่อบรรเทาภาระ และการปรับตัวของกลุ่มที่เปราะบางการลดอัตราดอกเบี้ยรอบนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อช่วยภาวะการเงินให้ผ่อนคลายลง และมองการลดดอกเบี้ยสนับสนุนให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ และลดภาระให้ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนัก

“ที่ผ่านมากลุ่มที่ได้ประโยชน์กระจุกตัว ในขณะที่กลุ่มที่ปรับตัวได้ยากมีค่อนข้างมาก และกระจายตัววงกว้าง ดังนั้น การลดดอกเบี้ยจึงมีเป้าหมายช่วยให้ภาวะการเงินเอื้อปรับตัวของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ โดย กนง.ไม่ได้มุ่งเน้นตัวเลขเศรษฐกิจเฉพาะเจาะจงว่าจีดีพีจะไป 2.3% หรือ 2.4% แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจลดดอกเบี้ยคือ การที่เห็นว่ากลุ่มที่เปราะบางขยายวงกว้าง

  • ดอกเบี้ยปรับลงได้อีก หากเทียบระดับต่ำสุดที่ 0.50% 

อย่างไรก็ตาม มองว่าดอกเบี้ยนโยบายยังสามารถปรับลดลงได้อีก หากเทียบกับดอกเบี้ยของไทยที่เคยไประดับต่ำที่ 0.50% ในช่วงโควิด-19 แต่ยอมรับว่าประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการ จากการลดดอกเบี้ยในแต่ละรอบนั้นจะลดลงเรื่อยๆ เมื่ออัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับที่ต่ำ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทย แต่ในต่างประเทศก็เจอภาวะเดียวกัน

ขีดความสามารถในการ Policy Space เป็นสิ่งที่ ธปท.ให้ความสำคัญมาตลอด แต่มองว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เหมาะสมที่จะใช้ Policy Space ที่มีอยู่เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง และเมื่อลดดอกเบี้ยแล้ว Policy Space จะลดลงตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงเป็นจุดที่คณะกรรมการต้องชั่งน้ำหนักอย่างมากขึ้นในการพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายระยะต่อไป

ทั้งนี้ การส่งผ่านนโยบายสู่ภาคการเงินที่ผ่านมาจากการปรับลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา พบว่ามีการส่งผ่านดอกเบี้ยโดยรวมอยู่ที่ 43% ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับตอนโควิดที่ 40% แต่ยอมรับว่า การส่งผ่านดอกเบี้ยจากการลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดน้อยลง กว่า 2 ครั้งแรก ดังนั้นการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ กนง.คาดหวังว่า การส่งผ่านดอกเบี้ยของสถาบันการเงินไปสู่ลูกค้าจะมากขึ้น

“โดยปกติแล้ว การส่งผ่านผลของนโยบายการเงินจะใช้เวลาประมาณ 4 ไตรมาสหรือ 1 ปี ดังนั้น การลดดอกเบี้ย 3 ครั้งที่ผ่านมา จึงยังมีผลกระทบที่ยังคงค้างอยู่ และรอการส่งผ่านต่อไป การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงเป็นการลดดอกเบี้ยเพื่อสร้างความมั่นใจมากขึ้น ในเรื่องภาวะการเงินที่จะช่วยสนับสนุนกลุ่มที่มีความเปราะบางได้มากขึ้น”

  • ธปท.รับเศรษฐกิจไทยไม่ดี โตต่ำกว่าศักยภาพ

สำหรับภาพเศรษฐกิจไทย มีโอกาสเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หรือไม่นั้น ต้องติดลบกันอย่างน้อย 2 ไตรมาสติดต่อกัน หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก และมักเกิดจากวิกฤติจากปัจจัยนอกประเทศที่รุนแรง เช่น วิกฤติต้มยำกุ้ง หรือช่วงโควิด แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้น แต่ในมุมมองของ กนง. มองว่าโอกาสเกิดไม่มากนัก

ทั้งนี้ หากดูภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน จะเห็นว่า ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) หรือหลายสถาบันมีการปรับประมาณเศรษฐกิจโลก และไทยเพิ่มขึ้น เพราะมองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่ได้มีความรุนแรงมากนัก

สำหรับภาพเศรษฐกิจไทยปีนี้ กนง.มองว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนมุมมองมากนัก จากเดิมที่มองจีดีพีปีนี้ที่ 2.3% แต่มีโอกาสที่จะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ (upside) มากขึ้น จากตัวเลขการส่งออกในบางส่วนที่ดีขึ้นแต่ ธปท.มองว่าการที่เศรษฐกิจเติบโตอัตราต่ำในครึ่งหลังปีนี้ และการเติบโตเศรษฐกิจไทยยังอยู่ระดับต่ำ ถือว่าไม่อยู่ระดับที่ดี หากเทียบระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่อยู่เกือบ 2% ปลายๆ หรือระดับ 3%

  • “สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ดีอยู่แล้ว เพราะตัวเลขที่เห็นมาจากครึ่งปีแรกที่เศรษฐกิจเติบโต และการเติบโตปีนี้ที่คาด 2% กว่า ถือว่าโตต่ำ หากเทียบกับศักยภาพของประเทศเราแล้ว ที่โตไป 2% ปลายๆ หรือระดับ 3% ดังนั้น 2% กว่า ถือว่ายังไม่ดี

สำหรับภาคการท่องเที่ยว ยอมรับว่าเศรษฐกิจในประเทศอาจแผ่วลงจากภาคการท่องเที่ยวที่ลดลง และผลกระทบไม่จำกัดแค่การท่องเที่ยวโดยตรง แต่รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ส่วนใหญ่เป็นอาชีพอิสระ โดยการท่องเที่ยวคิดเป็น 11-12% ของแรงงาน ดังนั้นเมื่อรายได้ลดลง ย่อมกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน

  • ยืนยันไทยยังไม่เกิดภาวะเงินฝืด

ส่วนประเด็นอัตราเงินเฟ้อนั้น แม้เงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบบางช่วงแต่ไม่เรียกว่าภาวะเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ดังนั้นเงินเฟ้อติดลบที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นการติดลบถาวร และไม่มาจากภาวะผู้คนชะลอซื้อทำให้ราคาสินค้าลดลงวงกว้าง

แต่มาจากปัจจัยด้านอุปทานที่เกิดขึ้นทำให้ราคาสินค้าบางรายการลดลงมาก

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนช่วงที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเกิดจากดอลลาร์อ่อนค่าลงทำให้ค่าเงินสกุลอื่นแข็งค่าตาม อย่างไรก็ตามบางช่วงเงินบาทแข็งค่าขึ้นหนักกว่ากลุ่มประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แรงกดดันเพิ่มเติมมาจากราคาทองคำที่สูงขึ้น และการไหลเข้าของเงินทุนในตลาดหุ้นช่วงหลัง บทบาทของ ธปท.คือ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ตามเครื่องมือที่มีอยู่

ส่วนปัจจัยทางการเมือง กนง.นำข้อมูลมาพิจารณา รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ การเบิกจ่ายต่างๆ ยังไม่ถึงขั้นหยุดชะงัก แต่หากมีการปรับเปลี่ยนสมมติฐานเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาล หรือการใช้จ่ายภาครัฐ ก็จะส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจได้

  • คลัง’ เตรียมถก ธปท.ดึงสภาพคล่อง

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ กนง.มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยดังกล่าวยังเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาในหลายเรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือแผน 3-4 เรื่อง โดยตนจะเข้าหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สภาพคล่องกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

“ตอนนี้ถือว่าเรา และ ธปท. คุยตรงกันแล้ว เพื่อให้สภาพคล่องไหลเข้ามา ถ้าเราใช้เงินมากขึ้น ค่าเงินบาทก็จะตามมา ผู้ส่งออกก็ยิ้มได้” นายพิชัย กล่าวทิ้งท้าย

  • “ทีดีอาร์ไอ” ชี้ส่งสัญญาณ

นโยบายการเงินผ่อนคลาย
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ลง 0.25% จากระดับ 1.75% มาอยู่ที่ 1.5% ต่อปีนั้น

ในทางวิชาการ การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า กนง.พร้อมใช้ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อรองรับผลกระทบของที่เศรษฐกิจชะลอตัวจากปัญหาต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก

โดยเฉพาะผลกระทบจากภาษีสหรัฐ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแอ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงกว่าที่คาด ขณะที่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) จะได้ประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงขณะที่การกระตุ้นสินเชื่อ และการใช้จ่ายของครัวเรือนอาจช่วยเพิ่มแรงขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยเป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น และหากขาดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวที่ดีเพียงพอก็อาจจะทำให้ประสิทธิผลของนโยบายด้อยลงไปเป็นอย่างมาก

ส่วนประเด็นการลดดอกเบี้ยครั้งนี้แล้ว ควรลดต่อเนื่องเพื่อให้เกิดโมเมนตัม ในทางเศรษฐกิจมากขึ้นหรือไม่ นายนณริฏ ระบุว่าในความเห็นของตนเอง การลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาระดับที่ 1.25-1.5% น่าจะเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น พร้อมๆ กันกับการรักษาพื้นที่ทางการคลัง (policy space) ไว้รองรับสถานการณ์ในอนาคต

นายนณริฏ กล่าวว่า ในส่วนของการลดดอกเบี้ยปีนี้ถ้าจะมีก็ไม่น่าจะเกิน 1 ครั้ง ส่วนสภาวะเงินเฟ้อน่าจะต่ำกว่ากรอบเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจภายใน และภายนอกยังไม่ดีนัก และการปรับดอกเบี้ยต้องใช้เวลาในการส่งผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง

“การลดดอกเบี้ยต่ำกว่านี้ไม่น่าจะเหมาะสม เพราะเศรษฐกิจต้องการนโยบายระยะยาวในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมากกว่า รวมถึงนโยบายสนับสนุนอื่นของ ธปท. เช่น การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การจัดการกับหนี้ NPLs การตั้ง AMC เป็นต้น” นายนณริฏ กล่าว

 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ทำให้เหลือ 1.50% ล่าสุดนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือว่าเป็นการพิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม

“ต้องขอบคุณ กนง. ที่ร่วมกันพิจารณา และลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง เพราะต้นทุนของผู้ประกอบการที่นอกจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่งแล้ว ต้นทุนทางการเงินถือเป็นต้นทุนที่สำคัญในเรื่องของค่าใช้จ่าย ถือเป็นภาระทางการเงินที่สำคัญให้เบาบางลงได้”

อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยลดภาระทางด้านต้นทุนทางด้านการเงินให้กับผู้กู้ และผู้ประกอบการ SMEs ทั้งนี้ ที่ผ่านมา SMEs ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีสหรัฐ และเงินบาทที่แข็งค่ากว่าสกุลเงินในภูมิภาค

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 % ต่อปี จาก 1.75 เป็น 1.50 % ต่อปี ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยลดต้นทุนธุรกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจในช่วงนี้ที่มีปัญหารุมเร้า หลายเรื่อง นอกจากนี้ยังจะช่วยในเรื่องการลงทุนในประเทศ เพราะดอกเบี้ยถูกลงก็เอื้อต่อการลงทุนใหม่ในประเทศ

อย่างไรก็ตามทางหอการค้าไทยต้องการให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทให้มีความเหมาะสมเพราะขณะนี้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าภูมิภาคลดทอนความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะการส่งออก สำหรับเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยว่าคาดทั้งปี 68 ขยายตัวในระดับต่ำ ที่ราว 1.5-2.0 %

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์