วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

นักเศรษฐศาสตร์เตือน รับมือพายุ ‘เศรษฐกิจ’ ครึ่งปีหลัง

นักเศรษฐศาสตร์เตือน รับมือพายุ ‘เศรษฐกิจ’ ครึ่งปีหลัง

เศรษฐกิจครึ่งปีหลังปัจจัยเสี่ยงพุ่ง ‘นักเศรษฐศาสตร์‘ ห่วงเศรษฐกิจติดลบ ครึ่งหลังแรงส่งหาย ส่งออกกลับมาหดตัว เผชิญความเสี่ยงจากราคาน้ำมันพุ่ง จากสงคราม

เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2568 เผชิญ “ความท้าทาย” และ “ความไม่แน่นอน” หลายประการ จากปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศ  ทั้ง “นโยบายทรัมป์-การเมืองป่วน-หนี้สูง” นักเศรษฐศาสตร์ประเมิน “จีดีพีไทย” อาจชะลอตัวลงรุนแรง และยาวนานกว่าคาดการณ์ ทั้งเสี่ยงติดลบ หากไม่มีมาตรการที่เหมาะสม และรวดเร็ว 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงชะลอตัวลงต่อเนื่อง จากปัจจัยภายนอกที่สำคัญคือ “ภาษีทรัมป์” อาจส่งผลเศรษฐกิจไทยทรุดลงมากกว่าที่คาด เพราะเศรษฐกิจไทยเกี่ยวเนื่องกับต่างประเทศค่อนข้างใหญ่ทั้งการลงทุน ส่งออก และท่องเที่ยว

หากดูการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งปีมองว่าอยู่ที่ 1.8% แต่ครึ่งปีหลังมีโอกาสเห็น “จีดีพีติดลบ” หากเทียบไตรมาสต่อไตรมาส หากทรัมป์ยังคงเก็บภาษีระดับสูง กระทบส่งออก และภาคการผลิตให้แย่ลงในไตรมาส 3-4

ดังนั้น มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งกำลังซื้ออ่อนแอลง แต่ไม่ต้องการเห็นการแจกเงิน เพราะไม่ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

“ต้องเน้นมาตรการจ้างงาน สร้างอาชีพ เอื้อให้ต่อยอดได้ยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างงานระดับชนบท และภาคเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังซื้ออ่อนแอมาก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หรือการก่อสร้างชลประทานในพื้นที่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าสูงขึ้น การหาตลาดที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ช่วยประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติที่เรากำลังเผชิญในระยะข้างหน้าได้”

นอกจากนี้ ต้องการเห็นมาตรการลดภาระหนี้ ช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ให้ลืมตาอ้าปาก และแก้ไขสถานการณ์ได้ เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน มีการกระจายรายได้ ไม่ใช่แค่การใช้เงินกระตุ้นเท่านั้น

  • เศรษฐกิจครึ่งปีหลังความท้าทายรุนแรง 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2568 เผชิญความท้าทายที่หลากหลาย และรุนแรงขึ้น

โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมือง บั่นทอนความเชื่อมั่น และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ล่าสุดเกียรตินาคินภัทรได้ปรับลดจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.6% จาก 1.7% สะท้อนมุมมองที่เปราะบางกว่าเดิม จากความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นความเสี่ยงหลักที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และภาคเอกชนอย่างรุนแรง หากรัฐบาลขาดเสถียรภาพ อาจกระทบโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ รวมถึง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 หากล่าช้าอาจทำให้เศรษฐกิจไทยอาจ “ติดลบ” ไตรมาส 4 ปีนี้

“ความท้าทายทางเศรษฐกิจหลักๆ มาจากภาคการท่องเที่ยวที่อ่อนแรง ที่อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยปีนี้ จากนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าคาด และความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ ที่อาจกระทบต่อขีดแข่งขันของไทย และส่งออกที่ต่ำลง” 

ความเสี่ยงใหญ่อีกด้าน คือ ภาคการเงินตึงตัว การปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารติดลบต่อเนื่อง แบงก์ไม่กล้าปล่อยกู้ ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยไม่หมุนเวียน ต้องหามาตรการจูงใจโดยสร้าง Incentive ที่เหมาะสม ทั้งการจัดทำโครงการค้ำประกันพอร์ตสินเชื่อของธนาคาร การออกมาตรการสินเชื่อพิเศษ กระตุ้นให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

ภายใต้เศรษฐกิจไทยชะลอในครึ่งปีหลัง รัฐบาลต้องเร่งรัดการใช้จ่ายเงินตามมาตรการต่างๆ ทำให้เกิดการรั่วไหลของงบประมาณน้อยที่สุด มาตรการต่างๆ ต้องทำให้เร็ว ตรงจุด เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ให้เม็ดเงินถึงมือประชาชน และผู้ประกอบการมากขึ้น

  • สารพัดปัจจัยลบทุบเครื่องยนต์ ศก. 

นริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสชะลอตัวชัดเจนในครึ่งปีหลัง ซึ่ง “น่าเป็นห่วง” คาดว่าการส่งออกหดตัวต่อเนื่องจากนโยบายทรัมป์ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทบเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยชะลอตัว

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยมากขึ้นผ่านราคาน้ำมัน อาจสูงขึ้นในระยะข้างหน้า เช่นเดียวกับความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนในอดีต ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงเกือบ 80% หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจกระทบราคาน้ำมันพุ่งสูง กระทบไทยมากผ่านการนำเข้าที่มีต้นทุนสูงขึ้น เร่งให้เงินเฟ้อกลับสูงขึ้นอีกครั้ง

นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองในประเทศเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก และความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนไทย มีแนวโน้มแย่ลง

“ล่าสุดเราปรับจีดีพีมาอยู่ที่ 1.5% จากเดิมเคยมองสูง 2.3% รวมความเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ มองว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจอาจลดลงมาก อาจไม่ถึง 1% ต้นๆ ด้วยซ้ำ

ดังนั้นมาตรการต้องเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายเพิ่ม Multiplier และมาตรการที่ออกมาไม่ควรจำกัดแค่การเสริมสภาพคล่อง ซึ่งการบริโภคในประเทศจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นอย่างเร่งด่วน คาดว่าการบริโภคปีนี้จะเติบโตเพียง 2% จากเคยคาดไว้ 4%

มาตรการที่เหมาะสมอาจต้องเน้นเฉพาะกลุ่ม โดยการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย พุ่งเป้าไปที่การลดภาระค่าใช้จ่าย

กลุ่มรายได้ปานกลาง การบริโภคลดลงเพราะหนี้สูง เงินฝากแทบหมด ควรมีโครงการที่ช่วยให้กลุ่มนี้บริโภคต่อไปได้

ส่วนกลุ่มรายได้สูง ยังมีเงินออม และความมั่งคั่ง แต่ไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้าน รถยนต์ ต้องทำมาตรการจูงใจ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์ใหม่ รวมถึง กระตุ้นกำลังซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ควรใช้กลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกับจีนเคยทำ เช่น ออกตั๋วในรูปแบบลอตเตอรี่ หรือ หวย อาจกำหนดเงื่อนไขให้พาครอบครัวมาด้วย เช่น 1 ต่อ 2 และนำระบบ e-Wallet มาใช้อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

  • ครึ่งปีหลังสถานการณ์แย่ลง 

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญศึกหลายด้านพร้อมกัน ทำให้ภาพรวมดูย่ำแย่ โดยเฉพาะแนวโน้มครึ่งปีหลังมองว่าสถานการณ์แย่ลง 

โดยกสิกรไทยคาดการณ์จีดีพีทั้งปีเพียง 1.4% และมีโอกาสต่ำลงได้อีก และอาจเห็น “Technical Recession” ได้ในครึ่งปีหลัง จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต่ำลงเหลือเพียง 32-32.5 ล้านคน จาก 37 ล้านคน เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชน ที่มีโอกาสติดลบ เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากยังคงรอดูสถานการณ์ โดยเฉพาะประเด็นภาษีนำเข้าที่ยังไม่มีความชัดเจน นักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในโหมด Wait and See ไม่กล้าลงทุนเพิ่ม

นอกจากนี้ “ส่งออก” ยังน่าห่วง จากผลกระทบสงครามการค้าทรัมป์ และหากดูการใช้จ่าย การบริโภค เห็นสัญญาณลบผ่านสินเชื่อ โรงงานต่างๆ หลายแห่ง ร้านอาหารปิดตัวมากขึ้น เศรษฐกิจไทยขณะนี้มีปัจจัยฉุดรั้งค่อนข้างมาก

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์