วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2569

Login
Login

ตลท. จ่อดึง ‘ต่างชาติ‘ เข้าตลาดหุ้นไทย ปลุกความเชื่อมั่นนลท.

ตลท. จ่อดึง ‘ต่างชาติ‘ เข้าตลาดหุ้นไทย ปลุกความเชื่อมั่นนลท.

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดทุนประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งจากปัจจัยสงครามการค้า ความตึงเครียดจากสงคราม ความตึงเครียดจากทางการเมือง ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง

เหล่านี้ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดไว้ แต่ ตลท. เชื่อว่า ในวิกฤติเราเชื่อว่ามี “โอกาส” ท่ามกลางการเดินหน้าแก้ปัญหาต่อเนื่องในตลาดทุน ผ่านยุทธศาสตร์ 4 ด้านของตลท. ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนทุกภาคส่วน การเพิ่มความน่าสนใจในตลาดทุน การผลักดันกฎหมายต่างๆให้มีความเท่าเทียม และการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน

เปิด 4 ยุทธศาสตร์ตลท. ปลุกเชื่อมั่นตลาดทุน

ด้านแรก การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนทุกภาคส่วน ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล Trust and Confidence ที่ ตลท.ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อธรรมาภิบาลและการจัดการปัญหาการฉ้อฉลในตลาดทุน และมีการดำเนินงานอย่างรวดเร็วในหลายกรณี

เช่น การเอาผิดจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่งประกาศให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สิ่งที่ตลท.ทำที่ผ่านมา เช่นการออกมาตรการควบคุมการซื้อขาย เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาทิ การพิจารณากำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่ทำ Short Sell ในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ในร่างกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ Dynamic Price Band และการจัดการกับ High-Frequency Trading (HFT) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของนักลงทุน

รวมไปถึงการใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ โดยที่ผ่านมาตลท.ได้ลงนามในสัญญากับ NASDAQ เพื่อนำ AI มาใช้ในการตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนของการสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนซื้อหุ้นคืนเพื่อแก้ไขปัญหาราคาหุ้นที่ไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน ที่ตลท.สนับสนุนมาโดยตลอด ปัจจุบันมีอย่างน้อย 37 แห่ง ที่แสดงความสนใจที่จะซื้อหุ้นคืนกว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับมูลค่าการซื้อหุ้นคืนตลอดทั้งปี 2567 คาดว่าจะมีการออกประกาศเกี่ยวกับการซื้อหุ้นคืนได้ภายใน 1-2 เดือนนี้

นอกจากนี้ตลท.ยังให้ความสำคัญกับ การติดตามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อดูแลนักลงทุนอย่างดีที่สุด โดยจะมีการติดตามพฤติกรรมการซื้อขายในตลาดทุนไทย และบังคับใช้กฎหมายอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ๆ และสร้างความเกรงกลัวต่อผู้ที่คิดจะทำสิ่งผิด

ดึงต่างชาติรายใหญ่ลงทุนในตลท.ไทย

ด้านที่สองการเพิ่มความน่าสนใจในตลาดทุนไทย ตลท.กำลังพิจารณาแนวทางดึงดูดผู้คนให้มาลงทุนและบริษัทให้เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น โดยเห็นโอกาสจากบริษัทเอสเอ็มอีกว่า 3.25 ล้านราย และบริษัทที่เสียภาษีประมาณ 200,000 ราย ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เปิดทางมาสู่ในการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ตลท.ยังมีการปรับปรุงเกณฑ์การจดทะเบียน กำลังทบทวนเกณฑ์สำหรับ Live Platform, Live Exchange, ต่างๆเพื่อสนับสนุนให้บริษัท หรือสตาร์อัพสามารถเข้ามาลงทุนในตลาดทุนได้อย่างเป็นระบบ

รวมไปถึง การอยู่ระหว่างการปรับเกณฑ์ Market Cap เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทในกลุ่ม Economy สามารถมีรายได้เข้ามาจดทะเบียนได้ แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีกำไรครบ 3 ปี เช่นเดียวกันการดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในตลาดไทยมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติ 3-4 แห่ง แสดงความสนใจที่จะเข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว โดยเสนอสิทธิประโยชน์และเลือกไทยเป็นฐานการลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทต่างชาติกว่า 600 ราย ยื่นความสนใจ (EOI) มูลค่ากว่า 267,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งส่วนนี้ตลท. ร่วมมือกับ BOI เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ที่สนับสนุนการลงทุนและการจดทะเบียน ซึ่งรวมถึงการแก้ไขกฎหมายเรื่องหุ้น 2 ประเภท เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับบริษัทเหล่านี้มากขึ้น

รวมไปถึงโครงการ Jump Plus ที่ตลท.ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยเป้าหมายช่วย 50 บริษัทภายในปีหน้า เพื่อสร้างศักยภาพในการขยายธุรกิจและเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุน

ตลท.ศึกษาให้นลท.ซื้อหุ้นสะสมจนเกษียณ

นอกจากนี้ ตลท.ยังอยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบผลิตภัณฑ์การลงทุนระยะยาวร่วมกับ CMDF กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน คล้ายกับ LTF หรือ RMF แต่ให้วงเงินสำหรับนักลงทุนในการซื้อหุ้นเก็บสะสมเองจนเกษียณอายุ ซึ่งต้องหารือกับกระทรวงการคลังในระยะถัดไป

นอกจากนี้ในส่วน กองทุน Venture Capital สำหรับสตาร์อัพ ที่ตลท.กำลังออกแบบให้ระบบอีโคซิสเต็มทั้งหมดเชื่อมโยงกัน รวมถึงการตั้งกองทุนสำหรับสตาร์อัพให้มี Matching Fund จาก CMDF หรือกองทุนภาครัฐ เอกชน ที่ประชาชนสามารถลงทุนผ่านกองทุนเหล่านี้ได้

ในส่วนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ตลท.ก็ได้เตรียมความพร้อมสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อรองรับการลงทุนใหม่ ๆ ในประเทศไทย

ผลักดันกฏหมายให้เกิดความเท่าเทียม

ด้านที่สามการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ให้มีความเท่าเทียม โดย ตลท. ยอมรับว่ามีกฎหมายที่ติดขัดจำนวนมาก จึงพยายามผลักดันการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขการเข้าจดทะเบียนและสิทธิต่าง ๆ ของบริษัท ทั้งพยายามสร้างกฎเกณฑ์ยกเลิกและแก้ไขกฎหมายอย่างรวดเร็ว

รวมถึงการเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.ที่อยู่ระหว่างออกเป็นพระราชกำหนด เพื่อให้ก.ล.ต. มีอำนาจในการสอบสวนคดีที่มีความสำคัญของตลาดทุนไทย

ด้านที่สี่ การขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน (ESG) ที่มองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และบริษัทจดทะเบียนไม่ควรหยุดนิ่ง แม้ผู้นำบางประเทศจะไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ ESG ยังคงอยู่คู่โลกนี้ ทั้งการสนับสนุนผ่านตลาดคาร์บอนเครดิต โดยให้บริษัทจดทะเบียนรายงานว่าแต่ละบริษัทใน Supply Chain มีระบบคาร์บอนอย่างไร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการนำคาร์บอนเครดิตมาซื้อขายในตลาดทุนในอนาคต ฯลฯ

การบังคับใช้กฎหมาย คือเสาหลักของความน่าเชื่อถือเชื่อมั่น ถ้าเราอยากให้บริษัทดีๆเข้ามาอยู่ในตลาดทุน เราต้องทำให้ตลาดทุนเป็นบ้านที่น่าอยู่ก่อน ดังนั้นเราต้องสร้างระบบที่ทำให้บริษัทที่ดี มีธรรมาภิบาลเติบโตได้โดยไม่ต้องเอาเปรียบใคร และตลาดทุนต้องไม่ใช่แค่ของบริษัทใหญ่ แต่ต้องเป็นของผู้ประกอบการทุกขนาด”