background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทวันนี้ 27 มี.ค.68 ‘อ่อนค่า‘ ข้อมูลศก.สหรัฐออกมาดี

ค่าเงินบาทวันนี้  27 มี.ค.68 ‘อ่อนค่า‘ ข้อมูลศก.สหรัฐออกมาดี

ค่าเงินบาทวันนี้ 27 มี.ค.68 เปิดตลาด “อ่อนค่า“ ที่ 34.01 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้เศรษฐกิจสหรัฐดี กังวัลสงครามการค้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.90-34.10 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  34.01 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง เล็กน้อย”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  33.95 บาทต่อดอลลาร์

มองกรอบเงินบาทวันนี้  คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.90-34.10 บาทต่อดอลลาร์

นับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.93-34.03 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หลังมีรายงานข่าวว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมจะประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% ในวันที่ 2 เมษายน นี้ 

ค่าเงินบาทวันนี้  27 มี.ค.68 ‘อ่อนค่า‘ ข้อมูลศก.สหรัฐออกมาดี

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนกุมภาพันธ์ ที่ขยายตัว +0.9% จากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับคาดการณ์ของตลาดที่ประเมินว่าจะ หดตัวกว่า -1.1%

ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอแถวโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้เล่นในตลาด อีกทั้งราคาทองคำ(XAUUSD) ก็สามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้นได้บ้าง จากความต้องการถือทองคำ หลังตลาดการเงินเผชิญความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงแบบค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจกล่าวได้ว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในลักษณะ Sideways Up โดยล่าสุด เงินดอลลาร์ได้ทยอยแข็งค่าขึ้น จากทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ และความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งหากประเมินด้วยปัจจัยเชิงเทคนิคัลและกลยุทธ์ Trend-Following การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ส่งผลให้ ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 104.4-104.5 จุด อย่างชัดเจน ได้สะท้อนว่า ดัชนี DXY อาจกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หรือ เงินดอลลาร์มีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นต่อได้  

อย่างไรก็ดี แม้ว่า เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเงินบาท อย่าง ราคาทองคำ ก็อาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ หากราคาทองคำสามารถทยอยปรับตัวขึ้น ซึ่งเรามองว่า ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจช่วยหนุนความต้องการถือทองคำในระยะสั้นได้ แต่ต้องติดตามประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด เพราะว่า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง ก็อาจกดดันราคาทองคำได้พอสมควร โดยเฉพาะในจังหวะที่เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น เรามองว่า ในช่วงที่บรรยากาศในตลาดปิดรับความเสี่ยง เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากแรงขายสินทรัพย์ไทยของบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ ทว่า ในระยะหลัง นักวิเคราะห์ต่างชาติเริ่มปรับมุมมองต่อหุ้นไทยดีขึ้นมาก เช่น ปรับมุมมองเป็น “Overweight” ทำให้เราคาดว่า แรงขายหุ้นไทยอาจไม่ได้สูงมากนัก เหมือนช่วงก่อนหน้า และนักลงทุนต่างชาติ อาจใช้จังหวะการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยในการทยอยเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip ได้ 

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน จะสะท้อนว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following 

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ชัดเจน ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ กดดันราคาหุ้นกลุ่มยานยนต์ อาทิ Tesla -5.6% นอกจากนี้ บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ก็เผชิญแรงขายอีกครั้ง นำโดย Nvidia -5.7% ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -2.04% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.12% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.7% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มยานยนต์ต่างปรับตัวลงหนัก อาทิ Ferrari -3.7% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นเทคฯ เช่นเดียวกันกับฝั่งสหรัฐฯ อาทิ SAP -3.3% และ ASML -2.6%

ในส่วนตลาดบอนด์ แม้ว่ารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะออกมาดีกว่าคาด ทว่า บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทำให้โดยรวมบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4.34% ทั้งนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจอยู่ ตราบใดที่เฟดยังมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อยตาม Dot Plot ล่าสุด ทำให้เราแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถรอจังหวะทยอยเข้าซื้อสะสมบอนด์ระยะยาว ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นได้ (เน้นรอ Buy on Dip)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตอบรับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ ซึ่งภาพดังกล่าวได้กดดันให้บรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นสู่โซน 104.6 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 104.1-104.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2025) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ทำให้โดยรวมราคาทองคำยังสามารถแกว่งตัวแถวโซน 3,050-3,060 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 54% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรือ 75bps ในปีนี้  

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเฉพาะประธาน ECB Christine Lagarde หลังเศรษฐกิจยุโรปเผชิญปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น หากรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากฝั่งยุโรป โดยเฉพาะรถยนต์ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระบุว่าเตรียมจะประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% ในวันที่ 2 เมษายน นี้ 

และในฝั่งเอเชีย ช่วงราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันที่ 28 มีนาคม นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็จะทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างยังมีความหวังว่า BOJ จะสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ในปีนี้