วิจัยกรุงศรีฯ ชี้ เศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ระดับ 2.7% แม้เติบโตขึ้น แต่ยังต่ำกว่าระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย หากเทียบกับอดีต แถมโตต่ำกว่าประเทศอาเซียน และยังมีปัจจัยเสี่ยงจากกระแสโลกที่เชี่ยวกราก
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เศรษฐกิจไทย” ปี 2568 ยังคงอยู่ท่ามกลางความเสี่ยง ความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในด้าน “ขาลง”มากกว่าขาขึ้น
ด้วยผลกระทบจาก “นโยบายทรัมป์ 2.0” ที่สร้างความ “ปั่นป่วน” ต่อทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย แม้หลายแห่งจะคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยไว้ระดับสูงขึ้น หรือมีโอกาสเติบโตไปถึงระดับ 3%
แต่เหล่านี้เป็น “โจทย์ยากมาก” เพราะการจะฝ่าความผันผวน ความไม่แน่นอนต่างๆ ไปได้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในการเข็นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่าง“ก้าวกระโดด”
ด้านวิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ระดับ 2.7% โดยตัวเลขดังกล่าวเติบโตมากขึ้นจากปี 2567 ที่เติบโตได้ 2.5% แต่เป้าหมายการเติบโตนี้ ก็ถูกปรับลดลงมาแล้วจากระดับเดิมที่คาด 2.9% จากหลายเครื่องจักรที่เติบโตช้าลง นำมาสู่การปรับประมาณการของวิจัยกรุงศรีฯ ล่าสุด
“ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ” หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ฉาพภาพเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า การปรับ “จีดีพี” ลดลงมาอยู่ที่ 2.7% ถือว่าเป็นการปรับให้สอดคล้องกับโมเมนตัมของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลง
ทั้งจากเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าที่คาดในไตรมาส 4 ปี 2567 ทำให้มองว่า “แรงส่ง” ต่อเศรษฐกิจไทยที่จะมีต่อเนื่องในปี 2568 อาจไม่ได้มีมากเหมือนที่คิดไว้ ซึ่งหากมองภาพเศรษฐกิจไทยปี 2568 ใหม่ มาจากปัจจัยด้านโมเมนตัมเศรษฐกิจ และปัจจัยของฐาน และปัจจัยภายนอก ที่นำมาพิจารณาทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยที่ 2.7% ปีนี้ มองว่า เป็นระดับที่เร่งตัวขึ้นเล็กน้อย หากเทียบกับปีก่อน และถือเป็นระดับที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 7 ปี ดูเหมือนน่าดีใจที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.7% หรือสูงสุดในรอบ 7 ปี แต่ระดับดังกล่าว เป็นระดับที่เติบโตต่ำกว่าระดับ “ศักยภาพ” ของเศรษฐกิจไทย และยังเติบโตต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน
สิ่งที่วิจัยกรุงศรีฯ เห็นคือ เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตขึ้นแล้ว แต่หากดูแนวโน้ม ยังไม่สามารถกลับมาเติบโตได้เท่ากับก่อนโควิด-19 และยังเป็นระดับที่เติบโตต่ำกว่าอดีตค่อนข้างมาก
ไม่เพียงเท่านั้น พบว่ายังมีส่วนต่างหรือแก็ปที่ห่างออกไปเรื่อยๆ หากเทียบกับอดีต ดังนั้นหากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตไม่สูงมากบนระดับดังกล่าว ในระยะข้างหน้าอาจต้องเผชิญกับส่วนต่างที่จะยิ่งห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ
หากพูดถึง “ปัจจัยหนุน” สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ ปัจจัยแรกมาจาก การใช้จ่ายภาครัฐที่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว การลงทุนต่างๆ กลับมามากขึ้น ต่างกับก่อนหน้าที่เจอปัจจัยฉุดรั้งจากงบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้า
โดยเห็นงบประมาณออกมาได้หลังปี 2567 ไปแล้ว แต่ปีนี้ทุกอย่างงบประมาณเบิกได้ตามปกติ ที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปีนี้ โดยงบประมาณการลงทุนปีนี้สูงกว่าปีที่ผ่านมา 4.2% และงบลงทุนสูงขึ้น 15.4% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น โดยคาดการณ์การบริโภคภาครัฐปีนี้เติบโต 1.5% การลงทุนภาครัฐโต 3.8%
ดังนั้น หวังการลงทุนของรัฐที่เร่งตัว งบประมาณการลงทุนที่ลงสู่ระบบมากขึ้น จะ “เหนี่ยวนำ” เอกชนให้เกิดการลงทุนตามในปีนี้ ซึ่งจะยิ่งเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่ประเมินไว้
อีกปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทย คือ การท่องเที่ยวที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ แต่แม้ท่องเที่ยวจะกลับมาได้ โดยคาดปีนี้ นักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 38 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 35.5 ล้านคนในปีก่อน
แต่ระดับดังกล่าวยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ที่จะเป็นปัจจัยหนุนด้านอุปสงค์เพิ่มขึ้น แต่การท่องเที่ยวก็อาจไม่ได้เป็นปัจจัยบวก 100% หากดูนักท่องเที่ยวบางประเทศก็ยังไม่กลับมาเหมือนก่อนโควิด-19 เช่น นักท่องเที่ยวจีน ที่ปีนี้คาดจะเข้ามาราว 8-9 ล้านคน จากปีก่อนที่เข้ามา 6-7 ล้านคน ซึ่งยังไม่เข้ามาเหมือนก่อนโควิดที่ทำได้ 10 ล้านคน
และปัจจุบันหากดูจากรายได้ของนักท่องเที่ยวต่อหัว ก็พบว่า ต่ำลงโดยเฉลี่ยต่อคนอยู่เพียง 4.7 หมื่นบาทต่อคนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าก่อนโควิดถึง 1.5 พันบาท จากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นกรุ๊ปย่อยมากขึ้น จากปัจจุบันที่เข้ามาเป็นกรุ๊ปใหญ่ ทำให้รายได้นักท่องเที่ยวต่อหัวต่ำลง และพบว่าการเข้ามาท่องเที่ยวยังสั้นลง ดังนั้น ปัจจัยบวกอาจไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนในอดีต
ปัจจัยหนุนที่ 3 คือ การลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นหากดูการลงทุนที่เข้ามาผ่านการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI มูลค่าการขอรับการส่งเสริมมีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ ดิจิทัล ดาต้าเซนเตอร์ คลาวน์เซอร์วิส อิเล็กทรอนิกส์ วงจรแผงไฟฟ้าต่างๆ ส่งผลให้คาดว่าการลงทุนเอกชนปีนี้จะเป็นบวกที่ 2.6%
ด้านปัจจัย “ฉุดรั้ง” ต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ หลักๆ มาจากนโยบายการกีดกันทางการค้าของทรัมป์ ภายใต้นโยบายทรัมป์ 2.0 ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ผลกระทบเหล่านี้อาจมีผลต่อภาคการส่งออกของไทยให้ลดลงได้
ทั้งจาก 3 ฉากทัศน์ ทั้งกรณีที่ทรัมป์จะเก็บภาษีจากจีนเพิ่มเป็น 60% และเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ที่ 20% หรือกรณีที่จีนมีการตอบโต้กับจีน จากการขึ้นกำแพงภาษีครั้งนี้ ที่มองว่าสุดท้ายผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมีจำกัด แต่ในทางกลับกันอาจมีผลกระทบที่กระจายไปสู่หลายภาคส่วนอื่นๆ มากกว่า
นอกจาก มองไทยยังมีความเสี่ยงที่อาจถูกเพ่งเล็งจากสหรัฐในการขึ้นกำแพงภาษีได้ในระยะถัดไป เพราะหากดูการเกินดุลของไทยกับสหรัฐปัจจุบัน ไทยถือว่าเกินดุลเป็นอันดับที่ 12 ทำให้ประเทศมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังกดดันด้านกำลังซื้อที่เป็นส่วนฉุดรั้งการบริโภคเอกชนให้ชะลอตัวลงสู่ 2.8% จากหลายภาคส่วนที่ยังไม่กลับมา ทั้งภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่คาดแม้ยอดขายรถยนต์จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่มองว่าอาจยังไม่สามารถทะลุ 6 แสนคันในปีนี้ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับที่ผ่านมา แม้จะกลับมาฟื้นตัวได้
เช่นเดียวกับอสังหาริมทรัพย์ แม้จะมองว่ากลับมาได้บ้าง แต่บ้านแนวราบยังเจอความท้าทาย และคาดยังติดลบต่อเนื่อง จากภาวะหนี้ของประชาชนที่อยู่ระดับสูง รายได้ที่เติบโตไม่ทันกับค่าครองชีพ ที่เป็นปัจจัยฉุดรั้ง ต่างกับคอนโดที่ภาพรวมดูสดใสกว่า
แม้ปีนี้มองเศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยบวกจากการเร่งลงทุนของรัฐภายใต้การโตด้านงบประมาณรัฐที่เร่งตัวสูงขึ้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็ทำให้อีกด้านรัฐก็ขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยคาดปีนี้ขาดดุลงบประมาณ 4.8% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ หากเทียบกับอดีตที่ขาดดุลงบประมาณเฉลี่ยเพียงระดับ 3%
ดังนั้น ส่วนนี้อาจทำให้พื้นที่ในการทำนโยบายการคลังลดลง โดยเฉพาะแนวโน้มงบประมาณปีหน้า ที่อาจลดลงได้ เพราะอาจไม่สามารถขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นได้ทุกปีอีกแล้ว เหล่านี้คือข้อจำกัดต่อการกระตุ้น การทำนโยบายของภาครัฐในระยะข้างหน้า
ทางกลับกันหลายภาคส่วนยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยแรงจับจ่ายใช้สอยจากประชาชน ที่ยังเจอแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังเจอโจทย์ท้าทายจากความเสี่ยงของกระแสโลกที่เชี่ยวกราด และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่อาจสร้างความผันผวน ความไม่แน่นอนต่อเนื่องไปอีก 1 ปี หรือตลอดอายุการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ถึง 4 ปีข้างหน้า!
จุดชนวนจาก ‘สงครามการค้า’ ฉุดเศรษฐกิจโลกโตต่ำ
วิจัยเศรษฐกิจ “กรุงศรี” ประเมินว่า การเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้ อาจเติบโตได้เพียง 3.3% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อน ที่ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า ปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้เติบโตระดับต่ำ ปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ มาจากถูกกดดันจากหลายปัจจัย อาทิ ผลพวงจากอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่างๆ ที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต
ท่ามกลางภาระหนี้จำนวนมากของรัฐและเอกชน ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจซึ่งนำโดยสหรัฐและจีน ผ่านการกีดกันทางการค้าด้านภาษีและมิใช่ภาษีศุลกากรที่รุนแรงขึ้น อาจจุดชนวนสงครามการค้ารอบใหม่และตอกย้ำกระแสโลกาภิวัตน์ย้อนกลับซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจทั่วโลก
การเติบโตของเศรษฐกิจโลกก็ไม่ต่างกับเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ดูเหมือนเป็นประเทศมหาอำนาจ และการก้าวขึ้นมาของ “ทรัมป์” ภายใต้การประกาศนโยบายทรัมป์2.0ที่ทรัมป์มองว่าจะเป็นบวกกับสหรัฐ
แต่แท้จริงแล้ว ผลกระทบจากนโยบายนี้อีกด้านก็กลายเป็นผลเสียกับสหรัฐไม่ต่างกัน หากดูคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ คาดเศรษฐกิจสหรัฐจะโตได้เพียง 2.7% ใกล้เคียง หรือโตชะลอลงหากเทียบกับปีก่อน หลายตัวสะท้อนที่เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจที่วันนี้เริ่มเห็นแล้วว่าแนวโน้มการจ้างงานนอกภาคเกษตรเริ่มชะลอตัวลง การว่างงานสูงขึ้น เริ่มเห็นการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น โดยเฉพาะบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล และการยื่นขอล้มละลายของธุรกิจพบสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี เหล่านี้กำลังเป็นตัวสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐเองเริ่มชะลอตัว
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายของทรัมป์ เช่นการผลักดันผู้อพยพออกนอกประเทศ ยิ่งจะเป็นการเร่งทำให้เกิดเงินเฟ้อในประเทศ ยิ่งทำให้มองว่า ระยะข้างหน้า ธนาคารกลางสหรัฐ อาจมีการลดดอกเบี้ยลง2ครั้ง ที่จะเห็นตั้งแต่กลางปีเป็นต้นไป ไม่เพียงเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอลง
แต่หากดูเศรษฐกิจหลายประเทศ พบว่าก็เผชิญความท้าทายและเจอกับความอ่อนแอมากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจยุโรป ที่ปัจจุบันประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1% ปีนี้ เติบโตขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน
สุดท้ายแล้ว มองว่า ไม่เพียงแต่เศรษฐกิจไทยที่เผชิญความไม่แน่นอน และความเสี่ยงมากขึ้น แต่ทั่วโลกก็ไม่ต่างกัน เศรษฐกิจใหญ่ๆของโลกวันี้ก็เผชิญกับความผันผวน ความไม่แน่นอนไม่ต่างกัน ภายใต้ความเปราะบางค่อนข้างมาก เหล่านี้ยากที่ไทยจะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นไทยจำเป็นต้องหาแนวทาง หาวิธีที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวท่ามกลางกระแสโลกเช่นนี้ไปให้ได้





