วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทวันนี้ 14 ก.พ.68 ‘แข็งค่า‘ ตลาดคลายกังวลนโยบาย Trump 2.0

ค่าเงินบาทวันนี้  14 ก.พ.68  ‘แข็งค่า‘ ตลาดคลายกังวลนโยบาย Trump 2.0

ค่าเงินบาทวันนี้ 14ก.พ.68 เปิดตลาด “แข็งค่า“ ที่ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้ดอลลาร์อ่อนค่า คลายกังวลนโยบาย Trump 2.0 มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.55-33.85 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.68 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  33.80 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.55-33.85 บาทต่อดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ) 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.61-33.94 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ทดสอบโซน 33.90 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า เงินบาทก็ทยอยพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามการพลิกกลับมาอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 อย่างการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ หรือ Reciprocal Tariffs ที่อาจจะยังไม่ได้เริ่มดำเนินการขึ้นภาษีนำเข้าดังกล่าวในทันที จนกว่าจะถึงช่วงเดือนเมษายน ที่ผลการศึกษาของทางการสหรัฐฯ ในประเด็นดังกล่าวจะเสร็จสิ้นเรียบร้อย 

ค่าเงินบาทวันนี้  14 ก.พ.68  ‘แข็งค่า‘ ตลาดคลายกังวลนโยบาย Trump 2.0

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการทยอยแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินฝั่งยุโรป อาทิ เงินยูโร (EUR) ท่ามกลางความหวังว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ อาจจบลงได้ในปีนี้ ขณะเดียวกัน การทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ยังได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรทองคำออกมาบ้าง และโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเช่นกัน 

แนวโน้มค่าเงินบาท

เรายอมรับว่า แนวโน้มค่าเงินบาท แนวโน้มการทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทในช่วงตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น ทำให้ เราปรับมุมมองระยะสั้นใหม่ว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ชัดเจน และมีโอกาสที่เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ จนกว่าจะเห็นการกลับมาอ่อนค่าลงของเงินบาท จนทะลุโซนแนวต้าน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง

เราประเมินว่า ในช่วงนี้ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินบาทว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้หรือไม่

เพราะการแข็งค่าขึ้นผ่านโซนดังกล่าว อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ต้องปรับลดสถานะดังกล่าว หรือ Cover Short ซึ่งอาจช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ และหากประเมินตามกลยุทธ์ Trend Following การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทดังกล่าว จะสะท้อนว่า แนวโน้มการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจยังดำเนินต่อไปได้ ซึ่งจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ 

อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องระวังและติดตามทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด

โดยต้องติดตามประเด็นความกังวลในตลาดการเงิน เช่น แนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการของปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่อาจกระทบต่อแนวโน้มราคาทองคำได้

คำแนะนำ

เราแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจากสถิติในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เงินบาทอาจแกว่งตัว +0.30%/-0.20% ได้ภายในช่วง 30 นาที หลังรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว 

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty

เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

 

มุมมองตลาดการเงินทั่วโลก

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม หลังทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ที่สุดท้ายอาจยังไม่ได้รีบขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ หรือ Reciprocal Tariffs ในทันที ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.04%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +1.09% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงความหวังว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้ออาจสิ้นสุดลงได้ในปีนี้ นอกจากนี้ ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ Reciprocal Tariffs ในทันที ก็มีส่วนช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรป 

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์นั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่โซน 4.53% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง หรือ 50bps ในปีนี้ เป็น 30% ตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่าง Reciprocal Tariffs ที่อาจยังไม่ได้ดำเนินการในทันที และอาจเปิดโอกาสให้มีการเจรจาระหว่างคู่ค้าของสหรัฐฯ เพื่อลดทอนผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ได้บ้าง ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และอาจยังทำให้เฟดสามารถทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ตามที่เฟดประเมินไว้ 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ Sideways Down แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่สุดท้ายเงินดอลลาร์ก็พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของบรรดสกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) จากความหวังว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจยุติลงได้ในปีนี้

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังถูกกดดันจากแรงขายทำกำไรสถานะ Long USD หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะยังไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ “Reciprocal Tariffs” ในทันที ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ย่อตัวลงสู่โซน 107.1 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 107.0-107.9 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงความต้องการถือครองทองคำ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 2,950-2,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรทองคำและโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา  

ปัจจัยติดตาม

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) รวมถึง ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมกราคม 

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซน ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2024 ที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึงรอติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ