‘กรุงไทย’จับตา‘5จุดพลิกผัน’เศรษฐกิจไทย จับตา
อุตฯยานยนต์จ่อตกงานแสนคน จาก อุตสาหกรรมยานยนต์ถูก “ดิสรัปชัน” จากเทคโนโลยี ทำให้รถยนต์สันดาปยากที่จะกลับไปสู่ยุครุ่งเรื่อง
“เศรษฐกิจไทย” เผชิญความท้าทายต่อเนื่องในปี 2568 ที่ต้องจับตาไม่เฉพาะ “การฟื้นตัวเศรษฐกิจ” ในปีนี้ว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาหรือไม่ แต่ยังรวมไปถึงปัจจัยท้าทายมากมายที่ถาโถมเข้ามาทำให้เศรษฐกิจไทยมี “ความเสี่ยง” และ “ความท้าทาย” มากขึ้น
โดยเฉพาะจากปัจจัยโลก จากนโยบายทรัมป์2.0 ที่จะเป็นจุดพลิกผันสำคัญสำหรับเศรษฐกิจทั่วโลก
“พชรพจน์ นันทรามาศ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า กล่าวว่า หากนิยามเศรษฐกิจไทยปีนี้ มองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเดินไปสู่ “จุดพลิกผันสำคัญ” หรือ Inflection point
โดยมองว่า ปี 2568 มีหลายประเด็นต้องติดตามต่อเนื่องจาก 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงประเด็นจากทรัมป์ 2.0 นโยบายการการค้าของสหรัฐที่ต้องจับตามองอย่างมาก ที่อาจสร้างความผันผวนสู่เศรษฐกิจทั่วโลกมากขึ้น
จากเดิมนักลงทุนประเมินว่า ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 การขึ้นกำแพงภาษี น่าจะมีความชัดเจน และเริ่มมีผลกระทบในครึ่งปีหลัง 2568 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ภายใต้ปัจจัยภายในประเทศ ที่พูดถึงกันมากในช่วงที่ผ่านมา จากเศรษฐกิจไทยโตไม่เต็มศักยภาพ โดยเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 2.5-3%
อีกด้านแม้การจ้างงานอยู่ระดับสูง แต่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง คนรู้สึกรายได้ไม่ดีมากนัก ขณะที่มองว่ามาตรการภาครัฐอาจไม่ตรงจุดบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ น่าจะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 2.7% ภายใต้การคาดการณ์ส่งออกขยายตัว 2%
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การมองภาพเศรษฐกิจไทย ที่กำลังเดินไปสู่ “จุดพลิกผัน” มองว่า มี 5 จุดพลิกผันด้วยกัน ด้านแรก จุดพลิกผันจาก “สงครามการค้ารอบใหม่” ทำให้สินค้าส่งออกของไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูง เสี่ยงได้รับผลกระทบ โดยเฉาพะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรม ที่อาจถูกเก็บภาษีนำเข้าสูง 40-60%
จุดพลิกผันที่สอง มาจาก เศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่มีขนาดใหญ่ถึง 48% เกือบครึ่งของไทยอยู่นอกระบบ ทำให้มองไม่เห็นข้อมูลที่เป็นจริงของเศรษฐกิจ ทั้งรายได้ สภาพความเป็นอยู่ สวัสดิการของคนไทย
ดังนั้น หากปีนี้สามารถผันเศรษฐกิจนอกระบบบางส่วนให้เข้ามา หรือวางโรดแมฟ ให้เกิดการทำส่วนนี้มากขึ้น เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ จะสามารถตอบโจทย์ศักยภาพ และสะท้อนความเป็นอยู่ของประชาชนได้มากขึ้น
จุดพลิกผันที่สาม มาจาก อุตสาหกรรมยานยนต์ภายใต้ Perfect Storm ที่ถูก “ดิสรัปชัน” (Disruption) จากเทคโนโลยี จากประเทศไทยที่เคยเป็นแชมป์เปียนส์ หรือแหล่งผลิตรถยนต์รายใหญ่ ทำให้รถยนต์สันดาปยากที่จะกลับไปสู่ยุครุ่งเรื่อง โดยคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ของไทยในปี 2568-2569 อยู่ที่ 1.47-1.53 ล้านคันต่อปี ลดลงจากค่าเฉลี่ยในอดีต 15%
จากปัจจัยด้านกำลังซื้อของครัวเรือนไทย จากกระแสของ EV และการแข่งขันด้านราคารุนแรงจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ อาจทำให้ “แรงงาน” เผชิญความเสี่ยงมากขึ้นในระยะข้างหน้า
โดยกรุงไทยฯ คาดว่า แรงงานเก่า 110,000 คน ในอุตสาหกรรมยานยนต์มีความเสี่ยงต้องย้ายในทำงานในอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งคิดเป็น 16.3% ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หากยอดผลิตรถยนต์อยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง ผู้ผลิตไม่สามารถปรับตัวได้
จุดพลิกผันที่สี่ คือ “ภาคการท่องเที่ยว” โดยคาดปีนี้นักท่องเที่ยวจะกลับมาที่ 39-40 ล้านคน ถือว่าเป็นการกลับเข้าสู่ภาวะปกติเช่นในอดีต แต่หากดูรายได้ท่องเที่ยวปัจจุบัน รายได้ต่อหัวยังค่อนข้างทรงตัว
ดังนั้น ต้องหามิติการเติบโตใหม่สำหรับภาคการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เข้าไทย เพื่อเพิ่มเม็ดเงินท่องเที่ยวให้สะพัดมากขึ้น ซึ่งคาดว่า ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่ม Man-made ในปี 2568 จะอยู่ที่ราว 58,300 บาทต่อคนต่อทริป ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปกว่า 19%
จุดพลิกผันที่ห้า คือ การปลดพันธนาการที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง และอยู่ภายใต้ครัวเรือนที่มีความเปราะบางอย่างมาก เหล่านี้ไม่สามารถเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่
เช่นเดียวกันเอสเอ็มอี ที่โดนพันด้วยพันธนาการหลายด้านที่ฉุดรั้งการแข่งขันของเอสเอ็มอี ส่วนหนึ่งมาจากการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่ทำให้ธุรกิจไม่คล่องตัว
ดังนั้น ต้องมีการกำหนดโจทย์ร่วมกัน ให้เอสเอ็มอีสามารถปรับตัวได้ และสามารถปลดล็อคพันธนาการจากกฏระเบียบต่างๆเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมากขึ้น
สำหรับภาพของดอกเบี้ยนโยบาย มองว่าภายใต้เศรษฐกิจที่คาดเติบโต 2.7% ใกล้เคียงกับปีก่อน มองว่าจำเป็นต้องได้รับแรงกระตุ้นเพิ่มเติมจากนโยบายการเงิน เพื่อเข้ามาช่วยหนุนเศรษฐกิจ ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นประเมินว่าอาจเห็นการลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ 1 ครั้ง
ทั้งนี้ สิ่งที่ผันผวนค่อนข้างมากคือ อัตราแลกเปลี่ยน โดยมองว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจัยต่างๆ ที่ยังไม่เสด็จน้ำว่านโยบายการเงิน และปัจจัยต่างๆ จะไปทิศทางใด สิ่งที่จะเห็นหลังจากนี้ คือดอลลาร์แข็.ค่าต่อเนื่อง จากมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับลดดอกเบี้ยได้น้อยลงปีนี้
โดยหากดูครึ่งปีแรกปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะยังมีโมเมนตัมพอสมควร เรื่องนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่อาจจะยังเข้ามาไม่เต็มที่ บวกกับการนำเข้าสหรัฐน่าจะอยู่ระดับสูงก่อนมาตรการภาษีจะเริ่มมีผลบังคับใช้ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ น่าจะเติบโตในทิศทางที่ดี ทำให้มองว่าเฟดอาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยมากนัก
ดังนั้นมองว่า ค่าเงินดอลลาร์ มีโอกาสแข็งค่าในครึ่งปีแรก ส่วนครึ่งปีหลัง มองว่า จากความไม่แน่นอนที่อาจมากขึ้น อาจหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าน้อยลงได้ ดังนั้น มองว่าในครึ่งปีหลัง 2568





