background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘กรุงไทย’ จับตา ‘5จุดพลิกผัน’ เศรษฐกิจไทย อุตฯยานยนต์ จ่อตกงานแสนคน

‘กรุงไทย’ จับตา ‘5จุดพลิกผัน’ เศรษฐกิจไทย อุตฯยานยนต์ จ่อตกงานแสนคน

‘กรุงไทย’จับตา‘5จุดพลิกผัน’เศรษฐกิจไทย จับตา อุตฯยานยนต์จ่อตกงานแสนคน จาก อุตสาหกรรมยานยนต์ถูก “ดิสรัปชัน” จากเทคโนโลยี ทำให้รถยนต์สันดาปยากที่จะกลับไปสู่ยุครุ่งเรื่อง

เศรษฐกิจไทย” เผชิญความท้าทายต่อเนื่องในปี 2568 ที่ต้องจับตาไม่เฉพาะ “การฟื้นตัวเศรษฐกิจ” ในปีนี้ว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาหรือไม่ แต่ยังรวมไปถึงปัจจัยท้าทายมากมายที่ถาโถมเข้ามาทำให้เศรษฐกิจไทยมี “ความเสี่ยง” และ “ความท้าทาย” มากขึ้น

โดยเฉพาะจากปัจจัยโลก จากนโยบายทรัมป์2.0 ที่จะเป็นจุดพลิกผันสำคัญสำหรับเศรษฐกิจทั่วโลก 

พชรพจน์ นันทรามาศ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า  กล่าวว่า หากนิยามเศรษฐกิจไทยปีนี้ มองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเดินไปสู่ “จุดพลิกผันสำคัญ” หรือ Inflection point 

โดยมองว่า ปี 2568 มีหลายประเด็นต้องติดตามต่อเนื่องจาก 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงประเด็นจากทรัมป์ 2.0 นโยบายการการค้าของสหรัฐที่ต้องจับตามองอย่างมาก ที่อาจสร้างความผันผวนสู่เศรษฐกิจทั่วโลกมากขึ้น

จากเดิมนักลงทุนประเมินว่า ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 การขึ้นกำแพงภาษี น่าจะมีความชัดเจน และเริ่มมีผลกระทบในครึ่งปีหลัง 2568 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ภายใต้ปัจจัยภายในประเทศ ที่พูดถึงกันมากในช่วงที่ผ่านมา จากเศรษฐกิจไทยโตไม่เต็มศักยภาพ โดยเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 2.5-3%

อีกด้านแม้การจ้างงานอยู่ระดับสูง แต่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง คนรู้สึกรายได้ไม่ดีมากนัก ขณะที่มองว่ามาตรการภาครัฐอาจไม่ตรงจุดบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ น่าจะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 2.7% ภายใต้การคาดการณ์ส่งออกขยายตัว 2% 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การมองภาพเศรษฐกิจไทย ที่กำลังเดินไปสู่ “จุดพลิกผัน” มองว่า มี 5 จุดพลิกผันด้วยกัน ด้านแรก จุดพลิกผันจาก “สงครามการค้ารอบใหม่” ทำให้สินค้าส่งออกของไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูง เสี่ยงได้รับผลกระทบ โดยเฉาพะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรม ที่อาจถูกเก็บภาษีนำเข้าสูง 40-60%

จุดพลิกผันที่สอง มาจาก เศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่มีขนาดใหญ่ถึง 48% เกือบครึ่งของไทยอยู่นอกระบบ ทำให้มองไม่เห็นข้อมูลที่เป็นจริงของเศรษฐกิจ ทั้งรายได้ สภาพความเป็นอยู่ สวัสดิการของคนไทย

ดังนั้น หากปีนี้สามารถผันเศรษฐกิจนอกระบบบางส่วนให้เข้ามา หรือวางโรดแมฟ ให้เกิดการทำส่วนนี้มากขึ้น เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ จะสามารถตอบโจทย์ศักยภาพ และสะท้อนความเป็นอยู่ของประชาชนได้มากขึ้น

จุดพลิกผันที่สาม มาจาก อุตสาหกรรมยานยนต์ภายใต้ Perfect Storm ที่ถูก “ดิสรัปชัน” (Disruption) จากเทคโนโลยี จากประเทศไทยที่เคยเป็นแชมป์เปียนส์ หรือแหล่งผลิตรถยนต์รายใหญ่ ทำให้รถยนต์สันดาปยากที่จะกลับไปสู่ยุครุ่งเรื่อง โดยคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ของไทยในปี 2568-2569 อยู่ที่ 1.47-1.53 ล้านคันต่อปี ลดลงจากค่าเฉลี่ยในอดีต 15% 

จากปัจจัยด้านกำลังซื้อของครัวเรือนไทย จากกระแสของ EV และการแข่งขันด้านราคารุนแรงจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ อาจทำให้ “แรงงาน” เผชิญความเสี่ยงมากขึ้นในระยะข้างหน้า

โดยกรุงไทยฯ คาดว่า แรงงานเก่า 110,000 คน ในอุตสาหกรรมยานยนต์มีความเสี่ยงต้องย้ายในทำงานในอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งคิดเป็น 16.3% ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หากยอดผลิตรถยนต์อยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง ผู้ผลิตไม่สามารถปรับตัวได้

จุดพลิกผันที่สี่ คือ “ภาคการท่องเที่ยว” โดยคาดปีนี้นักท่องเที่ยวจะกลับมาที่ 39-40 ล้านคน ถือว่าเป็นการกลับเข้าสู่ภาวะปกติเช่นในอดีต แต่หากดูรายได้ท่องเที่ยวปัจจุบัน รายได้ต่อหัวยังค่อนข้างทรงตัว

ดังนั้น ต้องหามิติการเติบโตใหม่สำหรับภาคการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เข้าไทย เพื่อเพิ่มเม็ดเงินท่องเที่ยวให้สะพัดมากขึ้น ซึ่งคาดว่า ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่ม Man-made ในปี 2568 จะอยู่ที่ราว 58,300 บาทต่อคนต่อทริป ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปกว่า 19%

จุดพลิกผันที่ห้า คือ การปลดพันธนาการที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง และอยู่ภายใต้ครัวเรือนที่มีความเปราะบางอย่างมาก เหล่านี้ไม่สามารถเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่

เช่นเดียวกันเอสเอ็มอี ที่โดนพันด้วยพันธนาการหลายด้านที่ฉุดรั้งการแข่งขันของเอสเอ็มอี ส่วนหนึ่งมาจากการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่ทำให้ธุรกิจไม่คล่องตัว

ดังนั้น ต้องมีการกำหนดโจทย์ร่วมกัน ให้เอสเอ็มอีสามารถปรับตัวได้ และสามารถปลดล็อคพันธนาการจากกฏระเบียบต่างๆเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมากขึ้น

สำหรับภาพของดอกเบี้ยนโยบาย มองว่าภายใต้เศรษฐกิจที่คาดเติบโต 2.7% ใกล้เคียงกับปีก่อน มองว่าจำเป็นต้องได้รับแรงกระตุ้นเพิ่มเติมจากนโยบายการเงิน เพื่อเข้ามาช่วยหนุนเศรษฐกิจ ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นประเมินว่าอาจเห็นการลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ 1 ครั้ง

ทั้งนี้ สิ่งที่ผันผวนค่อนข้างมากคือ อัตราแลกเปลี่ยน โดยมองว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจัยต่างๆ ที่ยังไม่เสด็จน้ำว่านโยบายการเงิน และปัจจัยต่างๆ จะไปทิศทางใด สิ่งที่จะเห็นหลังจากนี้ คือดอลลาร์แข็.ค่าต่อเนื่อง จากมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับลดดอกเบี้ยได้น้อยลงปีนี้ 

โดยหากดูครึ่งปีแรกปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะยังมีโมเมนตัมพอสมควร เรื่องนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่อาจจะยังเข้ามาไม่เต็มที่ บวกกับการนำเข้าสหรัฐน่าจะอยู่ระดับสูงก่อนมาตรการภาษีจะเริ่มมีผลบังคับใช้ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ น่าจะเติบโตในทิศทางที่ดี ทำให้มองว่าเฟดอาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยมากนัก

ดังนั้นมองว่า ค่าเงินดอลลาร์ มีโอกาสแข็งค่าในครึ่งปีแรก ส่วนครึ่งปีหลัง มองว่า จากความไม่แน่นอนที่อาจมากขึ้น อาจหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าน้อยลงได้ ดังนั้น มองว่าในครึ่งปีหลัง 2568