background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

พลิกโฉม ‘Carabao Cup’ จากถ้วยน้ำพริกสู่โทรฟี่ทอง ความสำเร็จของคาราบาว กรุ๊ป

พลิกโฉม ‘Carabao Cup’ จากถ้วยน้ำพริกสู่โทรฟี่ทอง ความสำเร็จของคาราบาว กรุ๊ป

ลิเวอร์พูล ปะทะ สเปอร์ส! อาร์เซนอล ปะทะ นิวคาสเซิล!

          นี่ไม่ใช่โปรแกรมฟุตบอลประจำวัน แต่เป็นการประกบคู่การแข่งขันฟุตบอล คาราบาว คัพ (Carabao Cup) รอบรองชนะเลิศประจำฤดูกาล 2024-25 ที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่แฟนฟุตบอลทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพราะเป็นการประกบคู่ที่น่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง

          อย่างไรก็ดีนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รายการฟุตบอล - ที่ตามศักดิ์ศรีแล้วถือเป็นโทรฟี่ใบเล็กที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ รองจากพรีเมียร์ลีก และฟุตบอลเอฟเอ คัพ รายการฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุด - ได้รับความสนใจมากขนาดนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคาราบาว คัพ หรือชื่อดั้งเดิมคือฟุตบอล ลีก คัพ (League Cup) และในเวลาต่อมากลายเป็นอีเอฟแอล คัพ (EFL Cup ย่อจาก English Football League Cup) กลายเป็นรายการที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทีมสโมสรต่างๆในอังกฤษต่างพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะแย่งชิงโทรฟี่ใบนี้มาครองครองให้ได้

          จากถ้วยที่ทุกคนมองข้ามและถูกขนานนามแบบใจร้ายว่า “ถ้วยน้ำพริก” หรือ “ถ้วยมิคกี้เมาส์” วันนี้คาราบาว คัพ

          แน่นอนว่าเรื่องนี้ “คาราบาว” แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังจากประเทศไทยในฐานะสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2017 ย่อมมีส่วนในการพลิกโฉมฟุตบอลถ้วยรายการนี้ด้วย

ถ้วยน้ำพริก อดีตที่ขมขื่น

          ในยุคสมัยหนึ่งฟุตบอลอีเอฟแอล คัพ หรือลีก คัพ สำหรับแฟนบอลรุ่นเก่าเคยเป็นรายการฟุตบอลที่แทบไม่ได้รับความสำคัญมาก่อน

          เหตุผลนั้นเป็นเพราะรายการฟุตบอลในยุคโมเดิร์นนั้นมีการแข่งขันที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสโมสรใหญ่ที่ต้องกรำศึกหนักในฟุตบอลยุโรปไม่ว่าจะเป็นยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก หรือยูโรปา ลีก ซึ่งนอกจากจะมีเงินรางวัลที่มากกว่าหลายเท่า ยังมีเรื่องของเงินส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดที่มากมายมหาศาล

          รายการฟุตบอลที่ทั้งเงินรางวัลน้อยนิด และส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดก็ต้อยต่ำอย่างอีเอฟแอล คัพ จึงถูกมองข้ามจากสโมสรใหญ่ ก่อนที่แม้แต่สโมสรรองๆในลีกสูงสุดอย่างพรีเมียร์ลีกก็พากันมองข้ามตามไปด้วย เพราะคิดว่าโอกาสได้ลุ้นมีน้อย และอยากจะทุ่มเทให้กับโอกาสในการต่อสู้ทำอันดับในพรีเมียร์ลีกมากกว่า

          ถ้วยลำดับที่ 3 ของอังกฤษกลายเป็นเวทีสำหรับเด็กดาวรุ่งหรือตัวสำรองแทน

          หนักจนถึงขึ้นเคยถูกแซวว่าเป็น “ถ้วยน้ำพริก” ที่ไม่มีใครอยากได้เลยทีเดียว และก็เป็นเช่นนี้อยู่นาน หนุ่มบาว สาวอีเอฟแอล

          อย่างไรก็ดีฟุตบอลอีเอฟแอล คัพ เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญในปี 2017

       จุดเปลี่ยนนั้นเกิดจากการเข้ามาสนับสนุนของ “คาราบาว กรุ๊ป” ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังคาราบาว ในฐานะ Title sponsor ของรายการ โดยได้เซ็นสัญญาเบื้องต้นเป็นระยะเวลา 3 ฤดูกาลด้วยกัน (2017-20)

       ทั้งนี้ฟุตบอลรายการนี้ซึ่งเริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1960 ในชื่อลีก คัพ เป็นรายการที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างๆเข้ามาสนับสนุนในฐานะ Title sponsor มายาวนานตั้งแต่ปี 1981 โดยผู้สนับสนุนรายการคือ Milk Marketing Board ทำให้ได้ชื่อเรียกใหม่ว่า “มิลค์ คัพ” (Milk Cup)

หลังจากนั้นก็มีผู้สนับสนุนอีกหลายรายที่ตบเท้าเข้ามาไม่ว่าจะเป็น

Littlewoods (Littlewoods Challenge Cup 1986-1990)

Rumberlows (Rumberlows Cup 1990-1992)

Coca-Cola (Coca-Cola Cup 1992-1998)

Worthington (Worthington Cup 1998-2003)

Carling (Carling Cup 2003-2012)

Capital One (Capital One Cup 2012-2016)

          ก่อนที่ฟุตบอลลีก คัพ จะมีการปรับเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการใหม่เป็นอีเอฟแอล คัพ ในฤดูกาล 2016-17 โดยที่ในฤดูกาลนั้นไม่มีผู้ที่ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด ซึ่งเป็นผลจากความนิยมที่ตกต่ำของรายการนี้

          การจับมือกับคาราบาวในปี 2017 ทำให้แบรนด์จากไทยเป็น “พันธมิตรรายแรก” ของอีเอฟแอล ซึ่งเป็นองค์กรที่กำกับดูแลฟุตบอลอาชีพใน 3 ดิวิชั่นรองจากพรีเมียร์ลีก ซึ่งกลายเป็นความร่วมมือกันที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลอังกฤษเลยทีเดียว

          เพราะสิ่งที่ได้กลับมามากมายกว่าจำนวนเม็ดเงินที่ลงทุนมหาศาล

รีแบรนด์ใหม่ ‘คาราบาว คัพ’

          สำหรับคาราบาว กรุ๊ป แล้ว หนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่แบรนด์ให้ความสำคัญมาโดยตลอดคือการใช้ “เกมกีฬา” หรือ Sport marketing นำทาง เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Brand awareness)  

          การเลือกสนับสนุนรายการฟุตบอลอีเอฟแอล คัพ ในปี 2017 ซึ่งใช้เงินประมาณปีละ 6 ล้านปอนด์ หรือราวปีละ 250 ล้านบาทเป็นงบประมาณที่ไม่น้อย แต่ผลตอบแทนที่ได้นั้นเกินกว่าคำว่าคุ้ม เพราะฟุตบอล “คาราบาว คัพ” เป็นเหมือนการแนะนำตัวที่สำคัญของคาราบาว ในเวทีโลก ซึ่ง

          จากแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังในไทย ไปไกลถึงฟุตบอลอังกฤษ ประเทศแม่แบบของเกมลูกหนังที่มีแฟนฟุตบอลทั่วโลกมากมายมหาศาลหลายร้อยหลายพันล้านคน

          มีตัวเลขข้อมูลที่น่าสนใจในปี 2019 คือฟุตบอลรายการนี้มีจำนวนผู้ชมในสนาม (Attendance) มากถึง 1.2 ล้านคนด้วยกัน เข้าถึงผู้ชมฟุตบอลในประเทศอังกฤษมากกว่า 27 ล้านคน และตลอดทัวร์นาเมนต์ ซึ่งเป็นฟุตบอลถ้วยรายการแรกที่เริ่มเตะก่อนเอฟเอ คัพ และจบเร็วที่สุดภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคม มีจำนวนผู้ชมการถ่ายทอดสดมากกว่า 700 ล้านคน

          ที่สำคัญคือคาราบาว ทำการตลาดกับฟุตบอลรายการนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

          จากสัญญาฉบับแรกในปี 2017 ที่มีระยะเวลา 3 ปี ภายในปี 2019 ได้มีการขยายระยะเวลาในสัญญาออกไปอีก 2 ปี กลายเป็น 5 ปี (2017-2022) จนถึงสัญญาฉบับล่าสุดที่เพิ่งต่อกันเพิ่มอีก 3 ปี ในปี 2023 ทำให้คาราบาว คัพจะอยู่ต่อไปจนถึงฤดูกาล 2026-27

นั่นทำให้เกิดการจดจำชื่อของฟุตบอลรายการนี้ในหมู่แฟนฟุตบอลทั่วโลก ไม่ใช่ลีก คัพ แต่เป็นคาราบาว คัพไปแล้ว สิ่งที่รักษาไว้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลง

          ความสำเร็จของคาราบาว คัพ ไม่ใช่แค่ทำให้แบรนด์คาราบาวเป็นที่รู้จักในตลาดโลก หรือเพิ่มยอดขาย (ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของแบรนด์) แต่ยังช่วยชุบชีวิตฟุตบอลรายการที่เหมือนจะหลับแต่กลับมาได้ด้วยในเชิงของ “คุณค่า” (Value)

          จากเดิมที่เป็นรายการที่ถูกมองข้าม ในปัจจุบันคาราบาว คัพ ถูกมองว่าเป็น “โอกาส” ที่สำคัญสำหรับสโมสรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสโมสรใหญ่ซึ่งห่างหายจากความสำเร็จ (เพราะฟุตบอลอังกฤษถูกปกครองโดยแมนเชสเตอร์ ซิตี มานานร่วมทศวรรษ) ก็จะมองว่าถึงคาราบาว คัพ จะเป็นแชมป์ถ้วยใบเล็ก แต่สุดท้ายมันก็คือโทรฟี่ คือถ้วยรางวัล คือความสำเร็จ และคือแชมป์ที่ได้รับการจดจำอยู่ดี

          ตัวอย่างเช่นทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตกต่ำยาวนานหลังการวางมือของผู้จัดการทีมในตำนาน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ได้โทรฟี่รายการนี้ชุบชูใจในปี 2023 ขณะที่ลิเวอร์พูล คู่ปรับตลอดกาลก็ได้แชมป์รายการนี้เป็นการส่งท้ายเจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่ในปี 2024 ที่ผ่านมา

          โดยที่นอกจากรางวัลจะเป็นถ้วยและเหรียญแล้ว ยังมีโควต้าในการไปเล่นฟุตบอลรายการสโมสรยุโรปให้ด้วย ซึ่งเป็นความพยายามของอีเอฟแอล ในการรักษาโควต้ารายการสโมสรยุโรปไว้ให้ถ้วยรายการนี้ด้วย

          ปัจจุบันแชมป์คาราบาว คัพ จะได้โควต้าสำหรับการไปเล่นรายการยูเอฟา ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ซึ่งแม้จะเป็นฟุตบอลถ้วยใบเล็กที่สุดในรายการของยูเอฟา รองจากแชมเปียนส์ ลีก และยูโรปา ลีกที่เพิ่งถือกำเนิดได้ไม่กี่ปี แต่ก็เป็นรายการที่ได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นตามลำดับ

          ขณะเดียวกันก็มีความพยายามในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับฟุตบอลยุคสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการแยกไม่ให้ทีมที่ลงแข่งฟุตบอลยุโรปต้องเจอกันเอง เพื่อลดโอกาสในการตัดทีมแม่เหล็กที่อาจกระเด็นตกรอบไปก่อนเวลาอันควรเพราะในรอบแรกๆอาจจำเป็นต้องหมุนเวียนผู้เล่นใช้ตัวสำรองหรือเยาวชนลงสนาม

          หรือการเพิ่มสีสันเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจับสลากที่มีการถ่ายทอดสด ที่จะเชิญบุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการฟุตบอลมาร่วมจับสลากให้ ที่แฟนๆแต่ละทีมจะคอยลุ้นผลตามไปด้วยว่าจะเป็น “มือดี” หรือไม่

          นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทำ Digital marketing ด้วยการเปิดกว้างให้มีการใช้คอนเทนต์จากการแข่งขันได้อย่างอิสระ ไฮไลต์การแข่งขันมีให้ชมอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเจาะทางแพลตฟอร์มสมัยใหม่อย่าง TikTok ก็มีส่วนช่วยให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว

          จนตอนนี้ภาพลักษณ์ของคาราบาว คัพนั้นถูกมองว่าดีกว่ารายการที่ใหญ่และเก่าแก่กว่าอย่างเอฟเอ คัพไปแล้ว

ก้าวต่อไปคาราบาวคัพ

          ตามระยะเวลาในสัญญาคาราบาว คัพ ยังเหลืออีก 2 ฤดูกาลด้วยกัน (2025-26, 2026-27) ซึ่งจะทำให้อยู่ด้วยกันมาครบ 10 ปีพอดี และจะกลายเป็นสปอนเซอร์ที่ยืนยาวที่สุดของฟุตบอลรายการนี้

          อย่างไรก็ดียังมีความท้าทายที่รอคอยอยู่เสมอ เนื่องจากปฏิทินการแข่งขันฟุตบอลถูกทำให้แน่นขึ้นไปอีกไม่ว่าจะเป็นรายการฟุตบอลสโมสรยุโรปที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน การเพิ่มรายการใหม่จาก FIFA ที่เปลี่ยนรายการฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก FIFA Club World Cup ใหม่แบบเล่นใหญ่กว่าเดิม ไม่นับโปรแกรมทีมชาติที่แน่นเอี๊ยด

          เรื่องนี้ย่อมกระทบต่อรายการอย่างคาราบาว คัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเชิงของการจัดการแข่งขันและคุณภาพของการจัดการแข่งขัน

          คาราบาว คัพยังถูกตั้งคำถามจากแฟนฟุตบอลในเรื่องมาตรฐานการตัดสินที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยีที่ไม่มีการใช้ระบบ Video Assistant Referee (VAR) เข้ามาช่วยตัดสิน จนกว่าจะถึงเกมรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศ - ซึ่งทุกปีจะมีกรณีปัญหาเกิดขึ้นเสมอ

          ยังมีความท้าทายในเรื่องของการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของรายการที่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาได้ Brandlove จากแฟนฟุตบอลมาไม่น้อย

          ที่ผ่านมาคาราบาว ทำได้ดีในการอาศัยความร่วมมือกับอีเอฟแอล เพื่อจัดตั้งโครงการดีๆเพื่อส่งเสริมกีฬาฟุตบอลมากมาย

          ไม่ว่าจะเป็น Coach the Coaches ที่นำบุคลากรจากอังกฤษมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่โค้ชฟุตบอลในไทย หรือรายการ Carabao-7-a-side Cup ที่จะนำแชมป์ไปเปิดประสบการณ์ชมนัดชิงฟุตบอลคาราบาว คัพ ถึงประเทศอังกฤษ และ Carabao Grassroots ที่เน้นการพัฒนานักฟุตบอลเยาวชนไทยในระดับรากหญ้า

          โดยนอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับอีเอฟแอล ในการพัฒนารากฐานวงการฟุตบอลอังกฤษด้วย

          แต่นี่อาจมองได้ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น คาราบาวมีโอกาสจะก้าวไปได้อีกไกลตามวิสัยทัศน์ "World-Class products, World-Class Brand”

          และแฟนๆเองก็อยากเห็นภาพของ เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คาราบาวกรุ๊ป ปรากฏตัวที่สนามเวมบลีย์ เพื่อมอบถ้วยโทรฟี่ใบเล็กแต่ยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้ชนะไปอีกหลายปี

          เพราะมันไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ คาราบาว กรุ๊ป

          แต่มันคือการปรากฏตัวอย่างสง่างามของคนไทยในสายตาชาวโลกด้วย

 

อ้างอิง

empireofthekop.com/2024/05/29/carabao-cup-changes-2024-25/

sportingnews.com/us/soccer/news/what-carabao-cup-why-it-called-carabao-cup/lppkzeyz8s9dvllfjeatfod7

bangkokpost.com/business/general/2272523/carabao-cup-gives-thai-brand-global-recognition

carabaogroup.com/news/items?slug=1707882726282-carabao-extends-carabao-cup-contract-for-three-more-years--expanding-global-reach-of-its-beverage-brand