วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

อัดมาตรการแก้หนี้ 1.9 ล้านราย เล็งคลอดเฟส2 ช่วยลูกหนี้ ‘นอนแบงก์’ ต้นปี68

อัดมาตรการแก้หนี้ 1.9 ล้านราย เล็งคลอดเฟส2 ช่วยลูกหนี้ ‘นอนแบงก์’ ต้นปี68

ธปท.ชี้มาตรการแก้หนี้ช่วยมากกว่าในอดีต เตรียมขยายการออกมาตรการครอบคลุมลูกหนี้ “นอนแบงก์” คาดต้นปีหน้าเห็นตัวมาตรการชัด

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ปิดหนี้ได้ไวไปต่อได้เร็ว โดยทำผ่าน 2 มาตรการ จะช่วยเหลือลูกหนี้รักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้

โดยบรรเทาภาระหนี้ปัจจุบันและในอนาคตให้ลูกหนี้ โดยค่างวดที่ลดลงจะทำให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องเหลือสำหรับดำรงชีพเพิ่มเติมระหว่างอยู่ในมาตรการ

ส่วนมาตรการ “จ่าย ปิด จบ” เป็นการช่วยลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย ไม่เกิน 5,000 บาท โดยเปลี่ยนสถานะการเป็นหนี้ จากหนี้เสียและปิดจบหนี้ เพื่อเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น

โดยการทำมาตรการครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ราว 1.9 ล้านราย หรือ 2.1 ล้านบัญชี โดยมีวงเงินรวม 8.9 แสนล้านบาท

ลูกหนี้แบงก์พาณิชย์เข้าข่าย 1.5ล้านราย 

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า “สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก พร้อมสนับสนุนภาครัฐในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก ซึ่งคาดว่าจะสามารถให้การช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์รวมถึงบริษัทลูกในกลุ่มได้ราว 1.5 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้กว่า 4 แสนล้านบาท 

โดยการร่วมมือกับภาครัฐเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ภายใต้โครงการนี้ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของสมาคมธนาคารไทยในการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ไม่ทำให้ใครต้องตกไปอยู่นอกระบบจากโครงสร้างหรือข้อจำกัดของระบบ

และภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” นั้น ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม กระตุกพลังในการปรับโครงสร้าง เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

แบงก์รัฐมีลูกหนี้เข้าเกณฑ์ 6 แสนบัญชี

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ กล่าวว่า “สถาบันการเงินของรัฐ พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ และ ธปท. ในการสนับสนุนโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” อย่างเต็มที่

โดยจะช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีโอกาสรอดให้ฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ และออกแบบกลไกการส่งเสริมวินัยทางการเงินควบคู่กับการป้องกันไม่ให้ลูกหนี้เสียวินัยในการชำระหนี้

ทั้งนี้ สถาบันการเงินของรัฐอยู่ระหว่างการหารือกับ ธปท. และกระทรวงการคลัง ในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ของกลุ่ม Non-bank รวมถึงการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้กลุ่มเปราะบางในวงกว้างมากขึ้น

ซึ่งจะไม่ทับซ้อนกับกลุ่มลูกหนี้ของโครงการนี้ ทั้งนี้ คาดว่ามีลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการ SMEs ทั้ง 2 มาตรการของสถาบันการเงินของรัฐ จำนวนประมาณ 6 แสนบัญชี คิดเป็นยอดหนี้กว่า 4.5 แสนล้านบาท”

หนี้ครัวเรือนสูงบั่นทอนศักยภาพเศรษฐกิจ

นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การที่ประเทศไทยของเรามีหนี้ครัวเรือนระดับสูง ถือว่ากระทบต่อเสถียรภาพการเงิน และหากสูงไปต่อเนื่อง และสูงจนเกินไปอาจบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาวได้

ดังนั้นการดูแลหนี้ครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ไม่ก่อหนี้เกินตัว หรือหากก่อหนี้ไปแล้ว ควรมีช่องทางให้สามารถหลุดพ้นจากการก่อหนี้ได้

โดย ธปท. หวังว่า มาตรการนี้จะช่วยช้อนลูกหนี้ ที่มีโอกาสฟื้นตัว ให้มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้ โดยการช่วยเหลือให้เขาสามารถรักษาสินทรัพย์ เช่นบ้าน รถ และกิจการไว้ได้ในช่วง 3ปี เพื่อให้ลูกหนี้สามารถพ้นช่วงยากลำบากไปแล้ว และเชื่อว่าเมื่อลูกหนี้ผ่านพ้นช่วง 3ปีไปแล้ว ลูกหนี้จะเบาตัว และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ลูกหนี้ก็สามารถมีโมเมนตัมที่จะไปต่อได้ ไม่ถูกหน่วงด้วยภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้โครงการแก้หนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ถือเป็นมาตรการที่แตกต่างจากโครงการช่วยเหลือที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมาตรการที่ลึกขึ้น

โดยการลดดอกเบี้ยในช่วง 3 ปี ที่ 0% ซึ่งไม่เคยมีมาตั้งแต่โควิด-19 ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะทำให้เงินต้นของลูกหนี้ลดลงมาก และเมื่อหมดมาตรการลูกหนี้จะมีก้อนหนี้ลดลง

แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ต้องช่วยเหลือกัน ทั้งภาครัฐ​แบงก์ ด้านลูกหนี้ต้องร่วมมือ โดยการไม่ก่อหนี้เพิ่ม ในช่วง 12เดือนแรก

แบงก์-นอนแบงก์เข้าร่วมโครงการแก้หนี้ 48 แห่ง

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการนี้มี 15 แห่ง และมีบริษัทลูกที่เป็นนอนแบงก์ ที่ประกอบธุรกิจด้านสินเชื่อที่เป็นลูกแบงก์ 27 แห่ง และธนาคารเฉพาะกิจ 6 แห่ง รวมทั้งสิ้น 48 แห่ง

อย่างไรก็ตาม ด้านรายละเอียดสำหรับโครงการแก้หนี้ มาตรการแรก “จ่ายตรง คงทรัพย์” ที่เป็นการช่วยเหลือเอสเอ็มอี สินเชื่อบ้าน วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท และสินเชื่อรถ วงเงินไม่เกิน 8 แสนบาท สินเชื่อเช่าซื้อ จำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท

โดยการเข้าโครงการจะสามารถแก้หนี้ได้ 1 สัญญา ต่อประเภทสินเชื่อ ต่อหนึ่งสถาบันการเงิน เช่น หากมีบ้านราคาหลังละไม่เกิน 5 ล้านบาทอยู่ที่ 2 สถาบันการเงินก็สามารถเข้าโครงการได้ทั้งหมด แต่ต้องไม่เกินวงเงินที่กำหนดไว้ในเงื่อนไข 

สำหรับรูปแบบในการช่วยเหลือ จะมีการลดค่างวด 3 ปี โดยปีแรกจะลดค่างวดขั้นต่ำที่ 50% ปีที่สอง 70% และปีที่สาม 90% โดยจะนำค่างวดทั้งหมดไปตัดเป็นเงินต้น

และจะพักดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี และจะยกเว้นทั้งหมดให้ หากลูกหนี้ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ตลอดสัญญาในช่วงที่อยู่ในมาตรการ

บัญชีเข้าเกณฑ์ต้องค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 365 วัน

ทั้งนี้บัญชีที่สามารถเข้าโครงการได้ จะต้องทำสัญญาก่อน 1ม.ค. 2567 และต้องมีสถานะหนี้ ณ วันที่ 31ต.ค. 67 อย่างใดอย่างหนึ่ง และต้องเป็นหนี้ค้างชำระเกินกว่า 30วันแต่ไม่เกิน 12เดือนหรือ 365 วัน และได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตั้งแต่วันที่ 1ม.ค 2565

สำหรับเงื่อนไขการเข้าโครงการ ลูกหนี้ต้องทำสัญญาไม่ก่อหนี้ใหม่ในช่วง 12 เดือนแรก ยกเว้นสินเชื่อธุรกิจที่จำเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งขึ้นกับเจ้าหนี้พิจารณา ทั้งนี้ลูกหนี้ต้องรับทราบการรายงานข้อมูลต่อเครดิตบูโร (NCB) ถึงการเข้ามาตรการและหากลูกหนี้ไม่จ่ายชำระค่างวดขั้นต่ำตามกำหนดจะหลุดจากมาตรการและชำระดอกเบี้ยที่พักไว้ระหว่างเข้ามาตรการ

สุดท้าย หากสัญญาสินเชื่อมีผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันต้องยินยอมในการเข้ารวมโครงการและลงนามในสัญญาค้ำประกันใหม่ด้วย

จ่าย ปิด หนี้” มีลูกหนี้เข้าข่าย 3.4 แสนบัญชี

สำหรับมาตรการที่ 2 คือ “จ่าย ปิด จบ” เป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ที่เป็นหนี้เสียต่อบัญชีไม่เกิน 5,000บาท โดยไม่จำกัดสินเชื่อ สามารถเข้าร่วมโครงการได้มากกว่า 1บัญชี โดยต้องเป็นลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียเกิน 90วัน ณ วันที่ 31ต.ค. 67

“มาตรการที่2 จ่าย ปิด จบหนี้ ในข้อมูลมีลูกหนี้ที่เข้าข่ายราว 3.4 แสนบัญชี หรือวงเงินหนี้รวมน้อยมาก โดยมีวงเงิน 1 พันล้านบาท กลุ่มนี้เป็นหนี้ทั้งแบงก์รัฐ แบงก์พาณิชย์ หรือนอนแบงก์​ที่ไม่รู้ว่าเป็นหนี้ค้างชำระ หรือมีวงเงินค้างชำระอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาแบงก์ไม่ได้ติดตามทวงหนี้เพราะวงเงินน้อยมาก ดังนั้นหากลูกหนี้จ่ายเพียง 10% ลูกหนี้ก็มีโอกาสปิดจบหนี้ได้ เพื่อล้าง และเคลียร์ประวัติออกจากระบบได้”

อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ที่เข้าโครงการเริ่มลงทะเบียนเพื่อเข้าโครงการวันที่ 12 ธ.ค.2567 ถึง 28 ก.พ.2567 ในเว็บไซต์ ธปท.

สำหรับมาตรการแก้หนี้ในระยะข้างหน้า จะมีการขยายกลุ่มไปสู่ ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ที่อยู่ภายใต้กำกับ ธปท.ด้วย โดยคาดว่า มาตรการจะมีความชัดเจนได้ในต้นปี 2568 แต่มาตรการสำหรับนอนแบงก์ จะไม่ช่วยเหลือมากเท่ามาตรการชุดแรกเพราะสินเชื่อที่อยู่กับนอนแบงก์ส่วนใหญ่ไม่มีหลักประกัน และวงเงินสินเชื่อต่ำกว่าชุดแรก