background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทวันนี้ 15 ต.ค.67 ‘แข็งค่า‘ ตามราคาทองขึ้น จับตาผลประชุม กนง.

ค่าเงินบาทวันนี้ 15 ต.ค.67 ‘แข็งค่า‘ ตามราคาทองขึ้น จับตาผลประชุม กนง.

ค่าเงินบาทวันนี้ 15 ต.ค.67 เปิดตลาด “อ่อนค่า“ ที่ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้ตามราคาทองคำ ยังคงได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จับตาผลการประชุม กนง. ทิศทางเงินหยวนจีน มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.15 -33.45 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ  33.34 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.65 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.45 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทโดยรวมยังคงเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะ sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.11-33.36 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งยังคงได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

ค่าเงินบาทวันนี้ 15 ต.ค.67 ‘แข็งค่า‘ ตามราคาทองขึ้น จับตาผลประชุม กนง.

 

ทว่าการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็เป็นไปอย่างจำกัด และราคาทองคำก็มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างก็ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหวของทั้งราคาทองคำและเงินดอลลาร์ดังกล่าว ก็มีส่วนทำให้เงินบาทไม่ได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและเริ่มกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง ก่อนที่จะแกว่งตัวใกล้โซน 33.20 -33.30 บาทต่อดอลลาร์ ที่ดูจะเป็นโซนแนวต้านแรกในช่วงระยะสั้นได้   

แนวโน้มค่าเงินบาท

สำหรับ แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมั่นใจแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินบาท ตราบใดที่เงินบาทไม่ได้แข็งค่าทะลุโซน 33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งต้องจับตาผลการประชุม กนง. ทิศทางเงินหยวนจีน (CNY) และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (ทองคำกับน้ำมันดิบ) ทั้งนี้ เงินบาทอาจถูกกดดันจากแรงขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงจากแรงขายเงินดอลลาร์และการปรับสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ของผู้เล่นในตลาด ในช่วงนี้ได้

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาที่ดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะ “คง” ดอกเบี้ยในการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินยูโร หาก ECB ลดดอกเบี้ยตามคาดและส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทั้งนี้ หากบรรยากาศในตลาดการเงินเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงชัดเจน (Risk-On) ก็อาจช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง

 

เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward 

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา การอ่อนค่าของเงินบาทนั้นถูกชะลอลงด้วย แรงขายเงินดอลลาร์จากผู้ส่งออก การรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ และจังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน

สำหรับสัปดาห์นี้ เราประเมินว่า ควรรอติดตาม ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย และผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) พร้อมรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกันยายน รวมถึงข้อมูลยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims)  นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดเพื่อประเมินแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด และนอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ ธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML, TSMC รวมถึงหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน อย่าง BofA, Goldman Sachs เป็นต้น

▪ ฝั่งยุโรป – ประเด็นสำคัญ คือ ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ECB มีโอกาสลดดอกเบี้ย (Deposit Facility Rate) -25bps สู่ระดับ 3.25% พร้อมกันนั้น ECB อาจส่งสัญญาณพร้อมทยอยลดดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมในปีนี้ ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจสะท้อนผ่านการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของทาง ECB ทั้งนี้ เรามองว่า ควรจับตาการส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนและทิศทางนโยบายของ ECB ผ่านถ้อยแถลงของประธาน ECB นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งข้อมูลการจ้างงานเดือนสิงหาคม อัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนกันยายน

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานยอดการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) ของจีน และรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนกันยายน และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 เพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์จีน (โดยเฉพาะตลาดหุ้นและค่าเงินหยวนจีน) ได้พอสมควรในช่วงนี้ ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน และรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้าเดือนกันยายนเช่นกัน ในส่วนนโยบายการเงิน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) มีโอกาสที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยลง -25bps สู่ระดับ 6.00% เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอลงของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของ BSP ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 6.00% เพื่อประเมินผลกระทบจากการลดดอกเบี้ย -25bps ในช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้มีโอกาสที่ BI จะส่งสัญญาณพร้อมทยอยลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ตามแนวโน้มการชะลอลงของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเช่นกัน ส่วนค่าเงินอินโดนีเซียรูเปียะห์ (IDR) ก็มีเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่มีจังหวะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จน BI ต้องขึ้นดอกเบี้ยในช่วงต้นปีนี้ 

▪ ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเราประเมินว่า กนง. อาจมีมติ 6-1 หรือ 5-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ตามเดิม ทั้งนี้ เราจะจับตาการสื่อสารของทาง กนง. ว่ามีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มากน้อยเพียงใด รวมถึง กนง. มีการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจในเชิงแย่ลงหรือไม่ เพื่อประเมินโอกาสที่ กนง. จะเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งจะเร็วกว่าที่เราประเมินไว้ว่า การลดดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเริ่มในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า นอกจากนี้ ควรจับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หลังนักลงทุนต่างชาติยังคงทยอยขายสินทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแรงขายสินทรัพย์ไทยดังกล่าวก็มีส่วนกดดันให้เงินบาททยอยอ่อนค่าลงเช่นกัน