วานนี้ (3 ต.ค.) จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสร้างความกังวลมากขึ้น ผสม “เงินบาท” กลับมาอ่อนค่าเร็ว แตะระดับ 33.10 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากยืนเหนือแนวรับสำคัญโซน 32.10-32.00 บาทต่อดอลลาร์ และตลอดทั้งสัปดาห์นี้อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว ราว 1 บาท ในเวลาเพียง 3 วัน
จึงเป็นแรงหนุนสำคัญ ทำให้ในช่วงเช้าวานนี้ ราคาทองคำในประเทศ ปรับตัวขึ้นมากถึง 650 บาทหรือเพิ่มขึ้น 2.72% แตกต่างจากราคาทองคำต่างประเทศ ที่เคลื่อนไหวเพียงกรอบแคบๆ อยู่ในโซน 2,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ระหว่างวันเคลื่อนไหวผันผวนสลับขึ้นลงถึง 11 ครั้ง ล่าสุด ณ 16.45 น. ปรับตัวขึ้น 250 บาท ทองแท่งขายออกบาทละ 41,350 บาท และทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 41,850 บาท
ภายใต้ปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “กรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมมุมมองบรรดา “กูรูทองคำในประเทศ” ประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่จะมีผลต่อทิศทาง “ราคาทองคำ” มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นได้แค่ไหน และในจังหวะนี้ควรเข้าลงทุนสะสมต่อได้หรือไม่นั้น
“พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ประเมินว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ยัง “ไม่ชัดเจน” จะทวีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด แต่สถานการณ์ที่“ยืดเยื้อ” จะยังเป็นปัจจัย “พยุงราคาทองคำ” ให้ปรับตัวลงอย่างจำกัด ด้วย “แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย”
วายแอลจี แนะนำ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างรวดเร็วราว 1 บาท ในระยะเวลาเพียง 3 วัน จึงมีโอกาสที่ระยะสั้น ราคาทองคำแท่งในประเทศจะซึมตัวลงมาบ้าง และถือเป็นโอกาสการ “เข้าสะสม” ในช่วงที่อัตราแข็งค่าของเงินบาทนั้นเริ่มจำกัด อย่างไรก็ตามมอง “ทองคำแท่งในประเทศ” เป้าหมายสิ้นปีนี้อยู่ที่ 42,600-43,000 บาท
ส่วนทองคำต่างประเทศ แนะนำให้ “ซื้อ-ขาย” ทำกำไรระยะสั้น จากการเคลื่อนไหวภายในกรอบ Sideway เพื่อรอจับตาอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐชุดสำคัญ ในคืนวันนี้ (4 ต.ค.) ทั้งการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm), อัตราการว่างงาน และรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง เพื่อเป็นปัจจัยชี้นำทิศทางปรับลดดอกเบี้ยเฟดในอนาคต
โดย “เปิดสถานะ- ซื้อเก็งกำไร” หากสามารถยืนเหนือแนวรับ 2,625-2,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอทยอย “ปิดสถานะ-ซื้อ” เพื่อทำกำไร หากปรับตัวขึ้นมาที่โซนแนวต้าน 2,685-2,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ “ตัดขาดทุนสถานะซื้อ” หากหลุดแนวรับ 2,600 ดอลลาร์
“กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ” ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท MTS GOLD แม่ทองสุก ประเมินว่า ทองคำต่างประเทศ ยังคง “ทรงตัว” อยู่ในระดับสูง โดยขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 2,670 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระยะสั้นก่อนจะมีแรงเทขายทำกำไรกลับลงมาเล็กน้อย อยู่แถวบริเวณ 2,655 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เรียกได้ว่า "ทองคำ"ขานรับสภาวะสงครามตะวันออกกลาง จึงมีความผันผวนค่อนข้างมาก ล่าสุดอิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธเกือบ 200 ลูก ตอบโต้การสังหารผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และผู้บัญชาการอิหร่านในเลบานอนเมื่อเร็วๆ นี้ ก่อให้ความตึงเครียดเป็นวงกว้าง โดยอิสราเอลเผชิญการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ยังเรียกได้เป็นสงครามรบสามด้านนำมาสู่แรงซื้อทองคำ
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ADP Non-Farm Employment Change ออกมาเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ได้แก่ Unemployment Claims และ ISM Services PMI คาดออกมาเพิ่มจากเดิมส่วน Final Services PMI คาดจะออกมาใกล้เคียงเดิม
ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากสงคราม โดยวานนี้เปิดที่ระดับ 101.24 จุด และขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 101.69 จุด ปิดที่ระดับ 101.60 จุด ขณะที่เช้าอยู่ที่ระดับ 101.76 จุด
ด้านค่าบาทอ่อนกลับมาระดับ 33.07 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้งเช้าวานนี้ ทำให้ราคาทองไทยปรับขึ้นมาบาทละ 500-600 บาทต่อบาททองคำยืนเหนือระดับ 41,000 บาทได้อย่างมีนัยสำคัญ หากทองไทยสามารถยืนเหนือระดับ 41,400 บาท ได้ มองน่าจะสามารถยืนยันการย่อตัว (Break out) ในเชิง Sideways Correction มองราคาทองในประเทศสิ้นปีนี้ เป้าหมายที่ 42,500-43,500 บาท





