ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ แข็งค่าสุดรอบ 6 เดือน แตะ 35 บาทต่อดอลลาร์ ตามเงินเยน

ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ แข็งค่าสุดรอบ 6 เดือน แตะ 35 บาทต่อดอลลาร์ ตามเงินเยน

ค่าเงินบาทช่วงเช้าวันนี้ (5 ส.ค.67) แตะระดับแข็งค่าสุดรอบ 6 เดือน ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินเยนแข็งค่า ดอลลาร์อ่อนค่าลงชัดเจน สหรัฐฯ มีสัญญาณอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด หนุนโอกาสเฟดลดดอกเบี้ย ประชุม ก.ย. นี้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้น มองกรอบวันนี้ แนวรับ 34.75 -35.30 บาทต่อดอลลาร์

"ค่าเงินบาท"ช่วงเช้าวันนี้ 5 ส.ค.67 เคลื่อนไหวแข็งค่าต่อเนื่อง ใกล้แตะระดับ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ระดับ 35.07 บาทต่อดอลลาร์ ( ณ เวลา 12.00 น.) เป็นระดับสูงสุดในรอบ  6 เดือน ครั้งใหม่ และเทียบกับระดับปิดตลาดในประเทศในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนที่ 35.36 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ แข็งค่าสุดรอบ 6 เดือน แตะ 35 บาทต่อดอลลาร์ ตามเงินเยน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง มากกว่ากรอบล่าง 35.20 บาทต่อดอลลาร์ ที่ประเมินไว้ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ยังคงแข็งค่าขึ้น ตามการ unwind JPY carry trade หรือสถานะ Short JPY กันต่อเนื่อง

สาเหตุมาจากทั้งประเด็นทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักที่เริ่มเปลี่ยน (เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้พอสมควร ขณะที่ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อได้) ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และ การเร่งปิดสถานะของผู้เล่นในตลาด หลังเงินเยนแข็งค่าเร็ว แรงในระยะสั้น จนโดน Stop Loss โดยเฉพาะฝั่งที่มีการใช้ Leverage โดยภาพดังกล่าวก็ถือว่าสอดคล้องกับ งานวิจัยของทาง IMF ในปี 2019 "Anatomy of Sudden Yen Appreciation" 

 

ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงิน เยนดังกล่าว ได้กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงชัดเจน ส่วนราคาทองคำก็ปรับตัวขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหวในตลาดดังกล่าวก็ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ที่ชัดเจนก็ตาม 

จากการประเมินสถานะ Net Short JPY ของผู้เล่นในตลาด เรามองว่า การ Unwind JPY carry trade หรือ สถานะ Short JPY อาจยังดำเนินต่อไปได้ ตราบใดที่ตลาดการเงินยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง และจนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ ซึ่งหากออกมาดีกว่าคาดและกลับมาอยู่ในโซนขยายตัว (ดัชนีเกิน 50 จุด) ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดต้องปรับมุมมองแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดบ้าง ทำให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจรีบาวด์ขึ้นได้ และช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท 

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ในระยะสั้น อาจต้องระมัดระวังความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงความขัดแย้งในตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน โดยเงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้ ตามแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงไทย ในช่วงตลาดปิดรับความเสี่ยงจากประเด็นดังกล่าว และโฟลว์ธุรกรรมซื้อน้ำมันดิบ หากราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น แต่เราไม่คิดว่า เงินบาทจะอ่อนค่าไปมากนัก หากราคาทองคำก็สามารถปรับตัวขึ้นได้ 

อีกทั้งในระยะสั้น อย่างน้อยช่วงครึ่งแรกของเดือนสิงหาคม เงินบาทก็อาจเผชิญปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนของการเมืองในประเทศ จากคดีสำคัญ ทั้ง คดียุบพรรคก้าวไกล และคดีถอดถอนนายกฯ ซึ่งจะกระทบต่อทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติได้ ทำให้เรามองว่า เงินบาทอาจเริ่มชะลอการแข็งค่าแถวแนวรับหลัก 35.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่ถ้าหากแข็งค่าขึ้นหลุดโซนดังกล่าว ก็อาจแข็งค่าต่อได้ถึง 34.75 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่การอ่อนค่าของเงินบาทนั้น หากเกิดขึ้นได้จริง ควรจับตาโซนแนวต้านแรกแถว 35.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 35.65/35.80 และ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ )

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบที่แข็งค่ากว่าปลายสัปดาห์ก่อน โดยมีแรงหนุนบางส่วนจากปัจจัยลบของเงินดอลลาร์ฯ หลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ที่รายงานออกมาเมื่อวันศุกร์ มีสัญญาณอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด และหนุนโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเห็นเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายน

นอกจากนี้ เริ่มมีนักวิเคราะห์ “บางส่วน” ในต่างประเทศ มองว่า หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาไม่ดี เฟดอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมากกว่า 25 bps. ในการประชุมรอบดังกล่าวเช่นกัน  

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ปัจจัยทางการเมืองของไทย ตัวเลข PMI ภาคบริการเดือนก.ค. ของยูโรโซน และสหรัฐฯ ตลอดจนดัชนี ISM ภาคบริการเดือนก.ค. ของสหรัฐฯ