ราคาทองวันนี้ (23 เม.ย.) ปิดตลาด ร่วงหนัก 1,050 บาท จากแรงเทขายสินทรัพย์ปลอดภัย ทำกำไร หลังตลาดคลายกังวลสงครามตะวันออกกลาง ระหว่างวันผันผวน 17 ครั้ง ทองแท่งขายออก 40,350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 40,850 บาท ด้าน YLG มองผันผวนระยะสั้น แนะขาย พร้อมหาจังหวะเก็บรับเทรนด์ขาขึ้น 2-3 ปี
ราคาทองวันนี้ (23 เม.ย.) สมาคมค้าทองคำ ประกาศปิดตลาด ปรับตัวลงถึง 1,050 บาท ราคาทองคำแท่ง ขายออก 40,350 บาท และ ราคาทองรูปพรรณ ขายออก 40,850 บาท ระหว่างวันเคลื่อนไหวปรับขึ้นลงทั้งหมด 17 ครั้ง ปรับขึ้น 6 ครั้ง ปรับลง 11 ครั้ง ต่ำสุด 40,350 บาท และสูงสุด 40,550 บาท
เนื่องมาจากได้รับแรงกดดันจากแรงเทขายทองคำสินทรัพย์ที่ปลอดภัยหลังคลายความกังวลเกี่ยวกับการสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) กล่าวว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 เม.ย.) ราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วกว่า 60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยในวันนี้ (อังคาร 23 เม.ย.) ทำระดับต่ำสุดที่ 2,295 ดอลลาร์ต่อออนซ์
โดยราคามีความผันผวนหลังเกิดแรงขายทางเทคนิค จากช่วงก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นไปทำนิวไฮต่อเนื่อง ด้วยความกังวลเหตุปะทะอิสราเอล - อิหร่าน ล่าสุดสถานการณ์ไม่ได้มีสัญญาณการตอบโต้กลับ ทำให้นักลงทุนคลายความกังวล ส่งผลให้เกิดแรงเทขายทำกำไร ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกดดันจากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐยังส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้ และมีโอกาสที่จะเหลือการลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เพียง 1 ครั้ง
สำหรับคำแนะนำนักลงทุนในวันนี้ ระยะสั้นแนะนำเปิดสถานะขาย หากราคาปรับตัวขึ้นไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้าน 2,324-2,345 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตั้งจุดตัดขาดทุน หากราคาผ่านแนวต้านบริเวณ 2,345 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และพิจารณาทยอยปิดสถานะขายเพื่อทำกำไร หากราคาย่อตัวลงไม่หลุดแนวรับบริเวณ 2,286-2,267 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่ราคาทองคำในประเทศ 96.5% ประเมินแนวต้านไว้ที่โซน 40,750-41,150 บาทต่อบาททองคำ และแนวรับประเมินที่โซน 40,100-39,750 บาทต่อบาททองคำ
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาทองคำมองว่าจะเกิดขึ้นแค่ในระยะสั้นเท่านั้น ภาพรวมทั้งปี วายแอลจี ยังคงเป้าหมายราคาทองคำในปีนี้ที่ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนทองคำที่แข็งแกร่ง แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความต้องการทองคำในระยะยาวที่มั่นคงของธนาคารกลางทั่วโลกกว่า 1,000 ตันต่อปีเป็นแรงหนุนสำคัญ และกระแสการลดอำนาจสกุลเงินดอลลาร์ (De-Dollarization) ก็สนับสนุนให้เกิดแรงซื้อทองคำสะสมของธนาคารกลางอย่างต่อเนื่อง ส่วนระยะยาว 2 – 3 ปี ยังมองเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากแม้ปีนี้เฟดจะมีการยืดระยะเวลาการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไป แต่ในระยะ 2 – 3 ปี อัตราดอกเบี้ยต้องปรับลดลงเพราะการคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มากเช่นกัน





