background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เป็นชาวนา ปลูกข้าวขาย รู้หรือไม่ แบบไหนต้องเสียภาษี

เป็นชาวนา ปลูกข้าวขาย รู้หรือไม่ แบบไหนต้องเสียภาษี

รู้หรือไม่? เป็น ”ชาวนา“ ปลูกข้าวขาย ต้องเสียภาษีด้วยในบางกรณี และหากไม่ได้ไปยื่นเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนด อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังโดยไม่รู้ตัว ตามไปดูกันว่า กรณีใดบ้างที่ชาวนาต้องเสียภาษี และเสียภาษีอะไร

ใครๆ ต่างทราบดีว่า ฉายากระดูกสันหลังของชาติก็คือ "ชาวนา" เป็นอาชีพของเกษตรกรปลูกข้าวที่อยู่คู่กับคนไทยมาแสนนาน แต่การเป็นชาวนาขายข้าวในบางลักษณะก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีด้วย

ทั้งนี้เกษตรกรส่วนมากอาจยังไม่ทราบในเรื่องของภาษีที่แน่ชัด ทำให้ลักษณะการปลูกข้าวขายที่ไม่เข้าข่ายได้ยกเว้นภาษี ก็ไม่ได้ไปยื่นเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังโดยไม่รู้ตัว และอาจจะยังงงอยู่ว่าทำไมชาวนาต้องเสียภาษี และเสียภาษีอะไรบ้าง ไปติดตามพร้อมกัน...

เกษตรกรปลูกข้าวจำหน่ายที่ทำในนามบุคคลธรรมดา

จากหลักของการเสียภาษีสำหรับเกษตรกรที่ทำในนาม บุคคลธรรมดา เช่น เกษตรกรปลูกพืชผักผลไม้ ไม้ดอก ไม้ยืนต้น เมื่อมีเงินได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้ จะจัดอยู่เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมาตรา 40(8) โดยเป็นเงินได้จากธุรกิจการเกษตรที่ได้มาโดยมุ่งเน้นการค้าหรือหาผลกำไร แต่ถ้าหากเป็นเกษตรกรปลูกข้าวจำหน่าย หรือที่เรามักเรียกว่า ชาวนา นั้น

สามารถแบ่งเป็นภาษีที่ต้องเสียได้ดังนี้

​1.เสียภาษีเงินได้มาตรา 40(8) หากชาวนามีรายได้ลักษณะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด จะต้องเสียภาษีตามกรณีดังนี้

1.1 ชาวนาที่ปลูกข้าวจำหน่ายเอง แต่ไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนเป็นชาวนา ถึงแม้ว่าจะทำนาจริงเป็นกสิกรรมหรืองานที่ตนเองหรือครอบครัวได้ทำเองจริง หากไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนเป็นชาวนาก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

​1.2 หากเป็นชาวนาแต่ไปรับข้าวสารที่อื่นมาขาย ลักษณะนี้จะไม่ถือว่าเป็นชาวนา เนื่องจากชาวนาจะต้องเป็นกสิกรรมหรืองานที่ตนเองหรือครอบครัวได้ทำเองเท่านั้น ถ้าไม่ได้ปลูกข้าวเองหรือไม่ได้ทำกสิกรรมเองจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  
ทั้งนี้ ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2 ครั้งต่อปี คือ

1) ภาษีครึ่งปี ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ของปีที่ได้รับเงิน โดยนำเงินได้เดือนมกราคม-มิถุนายนของปีนั้น ยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 เพื่อเสียภาษีเงินได้ครึ่งปี 

2) ภาษีสิ้นปี ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ของปีถัดไป โดยนำรายได้ก่อนหักรายจ่ายทั้งปี มารวมคำนวณภาษีที่ผ่านมาผ่านแบบ ภ.ง.ด.90 และหักด้วยภาษีที่ได้ชำระไว้แล้วเมื่อตอนยื่นแบบครึ่งปี

2.ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ จะต้องเป็นชาวนาไม่ใช่เกษตรกรอื่น สำหรับชาวนาปลูกข้าวจำหน่ายเอง ที่ขึ้นทะเบียนเป็นชาวนา ตามมาตรา 42(15) เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้ยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ “(15) เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าวอันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือครอบครัวได้ทำเอง” (พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2504 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2505 เป็นต้นไป) ข้อมูลจาก : กรมสรรพากร

โดยผู้ที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ได้ ต้องขึ้นทะเบียนเป็นชาวนาให้เรียบร้อยก่อนเท่านั้น

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับเกษตรกรปลูกข้าวจำหน่าย

กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรทุกประเภท รวมถึงชาวนาได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้

1.การขายพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น พืชผล กิ่ง ใบ หน่อ หัว ฝัก เมล็ด หรือส่วนอื่นๆ ของพืช และวัตถุพลอยได้จากพืช ทั้งที่อยู่ในสภาพของสดหรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเป็นการชั่วคราวในระหว่างขนส่งหรือเพื่อขาย

2.การขายข้าวสารหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสีข้าว เช่น แกลบ รำ ไม่ว่าจะใส่ในบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบใดก็ตาม

3.ผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรขนาดย่อมที่มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี 

ภาษีที่ดินสำหรับเกษตรกรปลูกข้าวจำหน่าย

ตามหลักการแล้ว เกษตรกรเจ้าของที่ดิน รวมถึงชาวนาผู้เป็นเจ้าของที่ดิน มีหน้าที่ต้องเสีย "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" โดยกฎหมายกำหนดว่าเกษตรกรที่มีที่ดินเป็นผู้ครอบครองทั้งที่มีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ก็ตาม ทั้งรูปแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทั้งมีชื่ออยู่ในทะเบียนเอกสารสิทธิหรือปรากฏเข้าครอบครอง เจ้าของที่ดิน เช่น เกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือผู้ครอบครองและผู้ถือประโยชน์ในที่ดินของรัฐ เช่น เกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรที่ใช้ที่ดินของรัฐ มีหน้าที่เสียภาษีที่ดิน

แต่จะได้ยกเว้นภาษีที่ดินทางการเกษตรได้ก็ต่อเมื่อ ถ้าที่ดินทางการเกษตรเป็นบุคคลธรรมดา ได้ใช้ที่ดินในการทำการเกษตรในเขตปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้ได้รับการยกเว้นภาษีถ้าราคาประเมินที่ดินไม่เกิน 50 ล้านบาทแรกต่อเขตปกครองนั้น

ทั้งนี้ สามารถอธิบายได้คือ เมื่อเกษตรกรปลูกข้าวเป็นเจ้าของที่ดินที่ทำนาในนามบุคคลธรรมดา จะได้รับการยกเว้น 50 ล้านบาทแรก และหากมีส่วนที่เกินต้องนำมาคิดภาษี เช่น มูลค่าที่ดินที่ใช้ทำนา 70 ล้านบาท จะได้รับยกเว้น 50 ล้านบาท และนำเพียง 20 ล้านบาทมาคำนวณภาษีในอัตรา 0.01% โดยมีรายละเอียดอัตราภาษีดังนี้

อัตราภาษีที่ดินทำการเกษตรสำหรับบุคคลธรรมดา

  • ที่ดินมูลค่า 0 - 75 ล้านบาท อัตราภาษี 0.01% (ล้านละ 100 บาท)
  • ที่ดินมูลค่า 75 - 100 ล้านบาท อัตราภาษี 0.03% (ล้านละ 300 บาท)
  • ที่ดินมูลค่า 100 - 500 ล้านบาท อัตราภาษี 0.05% (ล้านละ 500 บาท)
  • ที่ดินมูลค่า 500 - 1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.07% (ล้านละ 700 บาท)
  • ที่ดินมูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.1% (ล้านละ 1,000 บาท)

อัตราภาษีธุรกิจเกษตรสำหรับนิติบุคคล สำหรับการทำการเกษตรในนามนิติบุคคล

  • 0-75 ล้านบาท = 0.01% (ล้านละ 100 บาท)
  • มากกว่า 75-100 ล้านบาท = 0.03% (ล้านละ 300 บาท)
  • มากกว่า 100-500 ล้านบาท = 0.05% (ล้านละ 500 บาท)
  • มากกว่า 500-1,000 ล้านบาท = 0.07% (ล้านละ 700 บาท)
  • 1,000 ล้านบาทขึ้นไป = 0.10% (ล้านละ 1,000 บาท)

สรุป

​เมื่อมาถึงตรงนี้ สามารถสรุปได้ว่า เมื่อชาวนาได้ขึ้นทะเบียนเป็นชาวนาแล้ว และทำนาเองจริงจะได้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงได้รับยกเว้น VAT อยู่แล้วด้วย แต่ที่ต้องเสียอย่างแน่นอนคือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เกษตรปลูกข้าวจำหน่ายต้องเสียทุกปีอยู่แล้วหากไม่เข้าข่ายได้รับยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด

 

อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษีเพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting