มนุษย์เงินเดือนรู้ไหม เงินเดือนที่ได้รับอยู่ทุกเดือน รวมถึงโบนัส สวัสดิการต่างๆ ที่แต่ละคนได้รับ เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าเดินทาง เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ รวมแล้วต้องเสียภาษีกันกี่บาท?
เหล่ามนุษย์เงินเดือนเคยรู้บ้างหรือไม่ว่า เงินเดือนที่ได้รับอยู่ทุกเดือน รวมถึงโบนัส สวัสดิการต่างๆ ที่ได้รับ ของแต่ละคน เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าเดินทาง เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ รวมแล้วต้องเสียภาษีกันกี่บาท?
เพราะหลายคนอาจทราบแค่ว่าได้รับเงินเดือนมาต้องยื่นภาษี บางคนก็ถูกหักไปแล้วในแต่ละเดือน ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ไม่รู้ต้องจัดการกับภาษีอย่างไรต่อ หรือหากต้องยื่นแต่ไม่ต้องเสียภาษีก็อาจลืมวางแผนภาษีไป ทำให้หลายรายเงินเดือนทั้งเดือนหมดไปกับการเสียภาษีโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น พนักงานเงินเดือนทั้งหลาย ควรวางแผนภาษีและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามที่กรมสรรพารกำหนดให้ครบถ้วน เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น
โดยวันนี้ลองมาคำนวณภาษีที่ต้องเสียต่อปีกันว่า เงินเดือนทั้งปีของคุณที่ได้รับ ต้องเสียเป็นค่าภาษีเท่าไหร่กันบ้าง...
ตารางอัตราภาษีก้าวหน้า
- ขั้นที่ 1 รายได้สุทธิ 1 - 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น
- ขั้นที่ 2 รายได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท อัตราภาษี 5% (ภาษีสูงสุดของขั้น 7,500 บาท)
- ขั้นที่ 3 รายได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท อัตราภาษี 10% (ภาษีสูงสุดของขั้น 20,000 บาท)
- ขั้นที่ 4 รายได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท อัตราภาษี 15% (ภาษีสูงสุดของขั้น 37,500 บาท)
- ขั้นที่ 5 รายได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาท อัตราาภาษี 20% (ภาษีสูงสุดของขั้น 50,000 บาท)
- ขั้นที่ 6 รายได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาท อัตราค่าภาษี 25% (ภาษีสูงสุดของขั้น 250,000 บาท)
- ขั้นที่ 7 รายได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท อัตราภาษี 30% (ภาษีสูงสุดของขั้น 900,000 บาท)
- ขั้นที่ 8 รายได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35% (ภาษีสูงสุดของขั้น ไม่จำกัด)
ตัวอย่างที่ 1
สมมุติให้ นาย ก. มีเงินเดือนอย่างเดียว เดือนละ 40,000 บาท = รายได้ทั้งปี 480,000 บาท
1.คำนวณแบบมีค่าลดหย่อนพื้นฐาน
- หักค่าใช้จ่ายส่วนตัว 100,000 บาท
- ได้ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ได้ค่าลดหย่อนประกันสังคมสูงสุด 9,000 บาท
ดังนั้น นาย ก. จะเหลือเงินได้สุทธิคือ 480,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 = 311,000 บาท ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้า โดยแบ่งเป็นขั้นบันได ดังนี้
- ขั้นที่ 1เงินได้ 150,000 บาท ไม่เสียภาษี
ในขั้นที่ 1 คำนวณได้คือ 311,000 – 150,000 คงเหลือเงินได้สุทธิ 161,000 บาท
- ขั้นที่ 2 เงินได้ 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
ในขั้นที่ 2 คำนวณได้คือ 161,000 – 150,000 คงเหลือเงินได้สุทธิ 11,000 บาท ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 7,500 บาท
- ขั้นที่ 3 เงินได้ 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
ในขั้นที่ 3 คำนวณได้คือ 11,000 x 10% ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 1,100 บาท
กรณีนี้ นาย ก. ไม่มีเงินลดหย่อนอื่นๆ (หากมีลดหย่อนอื่นๆ เช่น เลี้ยงดูบุตร บิดา/มารดา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ บริจาค กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด สามารถนำมาลดหย่อนเพิ่มได้)
ภาษีรวมที่ นาย ก. ต้องเสียคือ 7,500+1,100 = 8,600 บาท
2. คำนวณแบบมีค่าลดหย่อนพื้นฐาน+ค่าลดหย่อนอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
- หักค่าใช้จ่ายส่วนตัว 100,000 บาท
- ได้ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ได้ค่าลดหย่อนประกันสังคมสูงสุด 9,000 บาท
- ค่าเลี้ยงดูบุตร (1 คน อายุไม่เกิน 20 ปี) 30,000 บาท
- ค่าอุปการะเลี้ยงดูมารดา (อายุ60 ปี) 30,000 บาท
- ประกันสุขภาพตนเอง 25,000 บาท
ดังนั้น หากลองคำนวณใหม่ นาย ก. จะเหลือเงินได้สุทธิคือ 480,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 – 30,000 – 30,000 – 25,000 = 226,000 บาท ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้า โดยแบ่งเป็นขั้นบันได ดังนี้
- ขั้นที่ 1 เงินได้ 150,000 บาท ไม่เสียภาษี
ในขั้นที่ 1 คำนวณได้คือ 226,000 – 150,000 คงเหลือเงินได้สุทธิ 76,000 บาท
- ขั้นที่ 2 เงินได้ 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
ในขั้นที่ 2 คำนวณได้คือ 76,000 x 5% ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 3,800 บาท
ภาษีรวมที่ นาย ก. ต้องเสีย = 3,800 บาท
จะเห็นได้ว่าหากมีค่าลดหย่อนอื่นๆ มาช่วยลดหย่อนภาษี วิธีนี้จะช่วยทำให้เสียภาษีน้อยลง หรืออาจไม่ต้องเสียภาษีเลยก็ได้
ตัวอย่างที่ 2
สมมุติให้ นาย ข. มีเงินเดือน 50,000 บาท และได้โบนัส 30,000 บาท รวมเป็นรายได้ทั้งปีคือ (50,000 x 12) + 30,000 = 630,000 บาท สามารถคำนวณได้ดังนี้
- หักค่าใช้จ่ายส่วนตัว 100,000 บาท
- ได้ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ได้ค่าลดหย่อนประกันสังคมสูงสุด 9,000 บาท
ดังนั้น นาย ข. จะเหลือเงินได้สุทธิคือ 630,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 = 461,000 บาท ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้า โดยแบ่งเป็นขั้นบันได ดังนี้
- ขั้นที่ 1 เงินได้ 150,000 บาท ไม่เสียภาษี
ในขั้นที่ 1 คำนวณได้คือ 461,000 – 150,000 คงเหลือเงินได้สุทธิ 311,000 บาท
- ขั้นที่ 2 เงินได้ 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
ในขั้นที่ 2 คำนวณได้คือ 311,000 – 150,000 คงเหลือเงินได้สุทธิ 161,000 บาท ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 7,500 บาท
- ขั้นที่ 3 เงินได้ 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
ในขั้นที่ 3 คำนวณได้คือ 161,000 x 10% ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 16,100 บาท
ภาษีรวมที่ นาย ข. ต้องเสียคือ 7,500+16,100 = 23,600 บาท
ทั้งนี้ หากนาย ข. มีลดหย่อนอื่นๆ เช่น เลี้ยงดูบุตร บิดา/มารดา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ บริจาค กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด สามารถนำมาลดหย่อนเพิ่มได้ จะช่วยทำให้เสียภาษีน้อยลง
สรุป
ดังนั้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ผู้มีรายได้ประจำ ได้รับเป็นเงินเดือนอย่าลืมวางแผนภาษีให้ดีก่อนยื่นภาษี โดยสามารถทดลองคำนวณภาษีเพื่อใช้เป็นแนวทางในการหาลดหย่อนอื่นๆ ที่สรรพากรยอมรับมาใช้ประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มสิทธิ
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษีเพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting





