‘ไพบูลย์’ กระทุ้งรัฐ เรียกความเชื่อมั่นต่างชาติ ดันหุ้นไทยแตะ 1,500จุด

‘ไพบูลย์’ กระทุ้งรัฐ เรียกความเชื่อมั่นต่างชาติ  ดันหุ้นไทยแตะ 1,500จุด

‘ไพบูลย์’ ชี้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสะพัด 2 แสนล้าน จากวิกฤติความเชื่อมั่น หลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยดิ่ง ดิจิทัลวอลเล็ตไร้ความชัดเจน แถมรัฐบาลไม่มีแผนสองรองรับ แต่ยังมองบวก หวังเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% ดันหุ้นไทยวิ่งสู่ 1,500 จุด

Key Points

  • ต่างชาติขายหุ้นไทย 2 แสนล้าน ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น 
  • STARK, naked short ,คลังปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทย กระทบเซ็นติเม้นต์การลงทุน
  • คาดเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% ปีนี้ จากการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ส่งออกกลับมาขยายตัวเป็นบวก
  • ห่วงนักลงทุนผิดหวัง จากภาครัฐไม่มีแผนสอง หากดิจิทัลวอลเล็ตไม่ผ่าน กระทุ้งรัฐเตรียมแผนสำรอง เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่อง 
  • คาดตลาดหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวนด์ต่อเนื่อง ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า หนุนหุ้นไทยแตะ 1,500 จุด
  • เร่งภาครัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจไทยโตเกินศักยภาพอย่างยั่งยืน

นับตั้งแต่ต้นปี จนมาถึงปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจไทย ยังไม่มีภาพที่ดีนัก ซ้ำร้ายก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังประกาศการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2566 เหลือเพียง 1.8% และปีนี้เติบโตได้เพียง 2.8% ยิ่งตอกย้ำเศรษฐกิจไทยขาลงอย่างชัดเจนมากขึ้น 

ส่งผ่านมาถึงตลาดหุ้นไทย ที่เผชิญแรงขายอยากหนักจากต่างชาติ ติดต่อกันนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันกว่า 2 แสนล้านบาท สะท้อนการขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจไทย และตลาดเงินตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดรายการ Deep Talk ได้สัมภาษณ์ “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ที่มาฉายภาพตลาดทุนไทย ภายใต้หัวข้อ “วิกฤติเชื่อมั่นหุ้นไทย!”ว่าขณะนี้น่าห่วงหรือไม่?

“ไพบูลย์” ชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไทย ที่ปัจจุบันปรับลดลงต่อเนื่อง แรงขายต่างชาติยังมีให้เห็นต่อเนื่อง เหล่านี้ มาจากการขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งจากกรณี บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ที่มีการตกแต่งบัญชี รวมถึงข่าวลือในตลาดหุ้นว่ามีการทำ naked short (การขายหุ้นโดยที่นักลงทุนไม่ได้ถือหุ้นจริง)แม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ออกมาระบุแล้วว่า ไม่มีการเกิดขึ้นของกรณีนี้ รวมถึง เรื่องโปรแกรมเทรดดิ้งอัตโนมัติ  (Program Trading) ที่ถูกมองว่าเอาเปรียบนักลงทุน

นอกจากนี้ ประเด็นที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ยังมาจาก ภาพรวมเศรษฐกิจไทย หลังมีการคาดการณ์ของกระทรวงการคลังว่าเศรษฐกิจไทยปี 2566 อาจเติบโตได้เพียง 1.8% และปีนี้อาจเหลือไม่ถึง 3% เหล่านี้ถือเป็นประเด็นที่ผิดคาดสำหรับนักลงทุน เพราะนักลงทุนคาดหวังว่าจะเห็นเศรษฐกิจไทยปีนี้ กลับไปฟื้นตัวกว่า 3% ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

ประกอบกับ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่ยังไม่เกิดขึ้น และต้องรอให้ผ่านกฎหมาย และความเห็นชอบจากรัฐสภาฯ ดังนั้นความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูง และรัฐบาลยังไม่มีแผนสองรองรับ หากโครงการนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

เช่นเดียวกับ โครงการลงทุนขนาดใหญ่แลนด์บริดจ์ ที่ภาครัฐพยายามทำให้เกิดขึ้น ที่ความไม่แน่นอนอยู่ค่อนข้างมาก ล้วนมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งสิ้น ดังนั้น ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างความมั่นใจในประเด็นต่างๆว่ามีมากน้อยแค่ไหนด้วย 

หัวใจสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนตลาดหุ้นปีนี้ มีทั้งเรื่อง นโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงตัวช่วยจากต่างประเทศ จากแนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลกที่อยู่ในทิศทางขาลงได้ตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป เช่นเดียวกับประเทศจีน ที่ภาครัฐอยู่ระหว่างการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นมากขึ้น หรือในมุมการค้าโลก ที่มีทิศทางกลับมาเติบโตมากขึ้น โดยการคาดการณ์ของ องค์การค้าโลก(WTO) คาดว่า การค้าโลกจะกลับมาขยายตัวได้กว่า 3%  หากเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวต่ำหรือแทบติดลบ

คาดเศรษฐกิจไทยปีนีโตเกิน3% 

แม้การคาดการณ์เศรษฐกิจไทย ของกระทรวงการคลังจะอยู่ที่ 2.8% ปีนี้ แต่หากดูการคาดการณ์ของหลายสำนักเศรษฐกิจ มองเศรษฐกิจต่ำสุดอยู่ที่ 2.9% หรือขยายตัวเกิน 3% ถึง 3.5% ดังนั้นส่วนตัวมองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้เกิน 3% เพราะนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะจากจีน ที่ถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย

รวมถึงการค้า การส่งออก ที่คาดว่าปีนี้จะกลับมาเป็นบวกได้ เช่นเดียวกันกับการลดดอกเบี้ย ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า ผนวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่ดำเนินการอยู่ จะเป็นส่วนหนุนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เกิน 3% ปีนี้ 

หวังรัฐบาลเตรียมแผนสอง หากดิจิทัลวอลเล็ตไม่ผ่าน

แต่ทว่า เหล่านี้ ยังอยู่ภายใต้ปัจจัยที่ไม่แน่นอน จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต 5 แสนล้านบาท นักลงทุนไม่ได้ผิดหวังหากไม่ผ่าน แต่ผิดหวัง หากรัฐไม่ได้เตรียมแผนสองไว้เลย เพราะสิ่งที่ตลาดทุนเป็นห่วงคือ อยากเห็นการกระตุ้น แต่ก็ห่วงวินัยการคลัง

ดังนั้นต้องหาจุดสมดุล ไม่ต้องการที่จะเห็นรัฐบาลใช้จ่ายมากเกินไปเกินความพอดี และมองว่าไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเยอะขนาดนั้น แต่กระตุ้นให้ถูกเป้า ถูกจุดในที่ที่ควรไปมันจะช่วยทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

หวังหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 1,300จุด

ปัจจัยเสี่ยงข้างต้นจะเป็น Downside Risk ต่อตลาดหุ้นไทยหรือไม่ ก็คงพูดยาก เพราะหากดูในแง่ P/E ratio (อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ) ของหุ้นไทยใน 12 เดือนข้างหน้า เทรดอยู่ที่ 14 เท่า ซึ่งหากเทียบกับบางประเทศอาจแพง แต่หากเทียบกับในอดีต ย้อนหลัง 10ปี P/E ratio ของไทยอยู่ที่ 15-17 เท่า

ดังนั้นวันนี้รูมของเราเหลือน้อยมาก แต่หากดูในแง่ อัตราส่วนราคาตลาดของหุ้นเทียบกับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น(Price/Book) ปัจจุบันเทรดกันอยู่เพียง 1.2-1.3 เท่า     
แนวโน้มหุ้นไทย เชื่อว่าไม่น่าลงไปอยู่ต่ำกว่า 1,300 จุด เพราะระดับที่เกือบ 1,400 จุดในปัจจุบัน ก็ถือว่าหุ้นโดยรวมถูกมากๆแล้ว ในอนาคตหากมีความชัดเจน ว่าสามารถขับเคลื่อนดิจิทัลวอลเล็ตได้ และทำให้เรื่องนี้มีความชัดเจนมากขึ้น ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นในระยะข้างหน้าได้ 

และสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ ไม่ใช่แค่ ดิจิทัลวอลเล็ตมีความชัดเจน หรือรัฐบาลมีแผนสอง หากดิจิทัลวอลเล็ตไม่ผ่าน แต่สิ่งที่สำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าจะเติบโตได้เกินระดับ 3%  และไม่ใช่เฉพาะปีนี้ แต่ต้องทำให้เกิดผลทั้งปีหน้าปีถัดไป และในระยะยาวด้วย  ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น เพราะตลาดหุ้นเป็นการซื้อเผื่ออนาคตในระยะยาวด้วย ดังนั้นภาพที่นักลงทุนอยากเห็น ต้องชัดเจน ทั้งระยะสั้น และระยะยาว

 
“วันนี้รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว ในการพยายามแก้หนี้ครัวเรือน แก้หนี้นอกระบบ แต่หัวใจสำคัญ คือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในระยะยาว ตรงนี้ต้องดูความสำเร็จของรัฐบาลด้วย ว่าเราสามารถทำให้มีความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน  ที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล เหล่านี้จะตอบคำถามว่า ตลาดหุ้นจะขึ้นไปอย่างยั่งยืนหรือไม่” 

นอกจากนี้ การดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เป็นอีกหัวใจสำคัญ เพราะประเทศไทยขาดการลงทุนจากต่างประเทศค่อนข้างมาก รวมถึงการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตต่างๆ ดังนั้นการเดินสายของนายกรัฐมนตรี ก็เป็นอีกปัจจัยหนุน  ให้นักลงทุนมั่นใจว่า เศรษฐกิจข้างหน้าจะโตเกิน 3% ไม่ใช่แค่นี้ปีนี้ ปีหน้า แต่ต้องโตไปได้เรื่อยๆ ที่คิดว่าสำคัญมากกว่าเศรษฐกิจระยะสั้น

 “ถ้าอยากให้หุ้นกระฉูดเลย ผมคิดว่าต้องแสดงตรงนี้ให้เห็นว่าระยะสั้น สามารถบริหารเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ 3-4%จะทำให้ไม่ต้องห่วงในระยะยาว นักลงทุนจะกลับมามีความเชื่อมั่นขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ การกลับมาดูเรื่องวินัยการเงินการคลัง ปัจจุบันประเทศไทยเราอยู่ในจุดที่รัฐบาลมีสูงแล้วที่ระดับ 60% ซึ่งนักลงทุนไม่อยากเห็นสูงไปกว่านี้จนแตะ70% ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้เงินอย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด” 

คาดหุ้นไทยปีนี้แตะ1,500จุด 

ในส่วนแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียน แนวโน้มน่าจะดีขึ้น เหล่านี้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก หากเศรษฐกิจดีขึ้น แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนก็มีแนวโน้มดีขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหุ้นไทยอยู่ที่ระดับแถวๆ 1,400 จุด ถือว่าค่อนข้างต่ำ แต่หากรัฐบาลสามารถดำเนินการทุกเรื่องได้ในปีนี้ ทั้งดิจิทัลวอลเล็ต หรือกรณีไม่มี แต่มีแผนสอง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อาจสนับสนุนหุ้นไทยไปสู่ระดับ 1,500 จุดได้ 

ส่วนแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนแนวโน้มน่าจะดีขึ้น เหล่านี้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก หากเศรษฐกิจดีขึ้น แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนก็มีแนวโน้มดีขึ้น และหากดูศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยถือว่าค่อนข้างดี จากที่ผ่านมาที่อยู่ในโหมดของการป้องกันความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง ภายใต้ความไม่แน่นอนที่มากขึ้น ทั้งจากประเด็นสหรัฐ ที่มีการคาดการณ์ว่า สามารถซอฟท์เลนดิ้งได้หรือไม่ รวมถึงการคาดการณ์ของตลาดที่คาดสหรัฐอาจลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 3 ครั้ง หรือมากถึง 6-7 ครั้ง ภายใต้ความไม่แน่นอนมากขึ้น จะทำให้ตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หวือหวามากนัก 

ส่วนภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาก่อนหน้านี้ ในกลุ่มแบงก์ บางแบงก์ออกมาค่อนข้างผิดหวัง เพราะมีบางธนาคารที่เจอสถานการณ์หนี้เสีย ทำให้ต้องตั้งสำรองระดับสูง แต่หากดูภาพรวมหนี้เสียในระบบ ถือว่าไม่ได้มีสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ดังนั้นตรงนี้ถือเป็นจุดที่สบายใจได้ว่า ผลธนาคารโดยรวมน่าจะประคองตัวเองไปได้ 

แต่ ภายใต้ดอกเบี้ยที่ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว และปีนี้ เป็นปีที่กลุ่มธนาคารจะต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดยเฉพาะจากดอกเบี้ยเงินฝาก ที่จะครบกำหนด ที่อาจทำให้ธนาคารมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น

คาดกำไรบจ.โต 10% 

ส่วนภาพรวมของบริษัทจดทะเบียน เชื่อว่า อยู่ในช่วงที่เติบโตได้ จากปีก่อนที่ผลงานโดยรวมออกมาค่อนข้างต่ำ โดยคาดว่า อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) โดยรวมจะอยู่ที่ราว 10% แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับฐานของปี 2566 ที่ออกมาด้วยว่าเติบโตมากน้อยเพียงใด 

หากดูฟันด์โฟลว์ของตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ต่างชาติขายไปแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาท ส่วนนี้ ต้องแยกเป็นสองกลุ่ม ทั้งนักลงทุนระยะสั้นที่เล่นแบบวันต่อวัน  เมื่อได้กำไรแล้วถอนเงินออกไป และนักลงทุนระยะยาว ที่มีสัดส่วนน้อยลงในปัจจุบัน ดังนั้นการวัดว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นน้อยลง หรือเพิ่มขึ้น อาจวัดได้ไม่เหมือนอดีต 

มีแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทย

ส่วนแนวโน้มไหลเข้า มองว่าปีนี้มีโอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้น มากกว่าปีที่ผ่านมา จากปีก่อนที่ตลาดหุ้นไทยถือเป็นเฟอร์ฟอร์มต่ำที่สุดในโลก ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่หุ้นไทยจะกลับมาเป็นที่น่าสนใจ

ส่วนหนึ่ง เพราะนักลงทุนชอบของถูก เพราะหากเทียบกับ 70 ประเทศหลักที่เทรดอยู่ปัจจับนถือว่า เกือบเป็นถูกที่สุดในตลาดโลก และปีก่อนหุ้นไทยติดลบหนักที่สุด ทำให้หุ้นไทย underperform 

“ปีนี้มันยังมียังมีโอกาสที่จะไปได้ดีกว่าที่หลายคนคาดไว้ เพราะมีอีกหลายจุดที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นได้ และที่สำคัญสุดคือ ความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยตอนนี้ค่อนข้างต่ำ ในตลาดหุ้นที่นักลงทุนคาดหวังสูงๆ ของก็มักจะแพง แต่เมื่อมีความคาดหวังน้อยไม่มีความมั่นใจ ในทางทฤษฏีก็ถือว่าเป็นโอกาสในการซื้อ ดังนั้นปีนี้มีโอกาสที่จะเห็นฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามา แต่จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับผลงานของรัฐบาลที่จะบริหารเศรษฐกิจให้เป็นไปตามความคาดหวังของนักลงทุน” 
  

 ดังนั้น คาดหวังว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยปีนี้จะไม่ติดลบ เป็นปีที่สองติดต่อกัน เพราะหากติดลบ จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 25-26ปี  แต่ต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นไทยมีความอ่อนไหวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากปัจจัยเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น และปีนี้จะเป็นปีแห่งไม่แน่นอนในทางการเมืองของโลก  จะมีหลายประเทศที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งถึง 64 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมประชากรครึ่งหนึ่งของโลก ดังนั้นอาจมีปัจจัยเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนได้ ฉะนั้นการลงทุนต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะเราอยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูงในระบบเศรษฐกิจโลก 

โรบอทเทรดไม่ได้เป็นตัวร้ายทุบหุ้นไทย

ไพบูลย์ ยังตอบในประเด็นของ Robot Trade หรือโปรแกรมเทรดอัตโนมัติ ที่มีการตั้งคำถามว่า เป็นตัวร้ายทุบรายย่อยหรือไม่?

เชื่อว่า “ไม่” เพราะโปรแกรมเทรด เช่น High Frequency Trading หรือ HFT เป็นเพียงโปรแกรมที่ใช้ความเร็วในการเทรด ไม่ได้มีผลร้ายต่อตลาด หรือโปรแกรมที่พยายามสร้างความบิดเบือนตลาด หรือปั่นหุ้น เพราะจากผลศึกษาชี้ให้เห็นแล้วว่า การเทรดหุ้นอัตโนมัติเหล่านี้  เป็นการเทรดโดยใช้ความเร็วสูง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนในการซื้อขายหุ้นจำนวนมาก ไม่ได้มีลักษณะเอาเปรียบนักลงทุน

และยังพบว่าการเข้ามาทำรายการซื้อขาย ส่วนใหญ่ 75% เข้ามาเคาะซื้อขายในราคาบิดออฟเฟอร์ ไม่ได้เข้ามาสร้างราคา แต่เข้ามาช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดมากขึ้น 

นอกจากนี้ พบว่าโอกาสในการทำกำไรของนักลงทุนทั่วไป ไม่ได้หายไป และค่ากลางของการได้กำไรของนักลงทุนทั่วไปพบว่า สูงกว่า HST ฉะนั้น ไม่ได้พบว่า โปรแกรมเทรดดิ้งเหล่านี้มีพฤติกรรมเอาเปรียบนักลงทุน 

สำหรับนักลงทุนที่ใช้โปรแกรมเทรดอัตโนมัติ พบว่า ปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 40% แต่หากดูในประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าสูงถึง 80-85% ที่เป็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในการช่วยซื้อขายหุ้น เหมือนทุกวงการที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยทุ่นแรง ทำให้ทำธุรกรรมต่างๆง่ายขึ้นรวดเร็วขึ้น และคาดว่า ในอนาคตสัดส่วนการเทรดผ่านโปรแกรมเหล่านี้จะมากขึ้น เพราะจะช่วยทุ่นแรงในการซื้อขายมากขึ้น โดยเฉพาะออเดอร์ใหญ่ๆ  ดังนั้นเชื่อว่าระยะข้างหน้า อาจเห็นสัดส่วนผ่านโปรแกรมเทรดอัตโนมัติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

ชูกลยุทธ์ลงทุนเน้นหุ้น High Dividend

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การลงทุนเฉพาะหุ้นไทยไม่ได้อีกต่อไป อาจต้องมีการกระจายพอร์ตการลงทุนไปสู่หุ้นนอกมากขึ้น ที่สามารถหาซื้อได้ในไทยผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ หรือกองทุนต่างประเทศ 
ส่วนหุ้นไทยอาจต้องรอให้ตลาดฟื้น

โดยกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน ในกลุ่ม High Dividend หุ้นที่จ่ายปันผลสูง โดยเฉพาะ 30ตัวแรกของตลาดหลักทรัพย์ที่คัดมาแล้ว  ปีก่อนตลาดหุ้นไทยติดลบ 15% หากหักการจ่ายปันผล 2-3% โดยรวมแล้วผลตอบแทนติดลบอยู่ที่ราว 12-13%  ขณะที่ set High Dividend ติดลบเพียง 6%  ซึ่งหากนับรวมปันผลที่บริษัทเหล่านี้จ่ายอีก ปีก่อนติดลบเพียง 1-2%เท่านั้น ซึ่งแปลว่า เกือบเสมอตัว 

นอกจากนี้หากไปดูย้อนหลัง10 ปีในอดีต ในกลุ่ม High Dividend  พบว่า นักลงทุนที่ถือจนถึงวันนี้ ได้เงินต้นคืนไปหมดแล้ว ในรูปแบบเงินปันผล ซึ่งมีกว่า 20-30ตัวที่มีลักษณะนี้ ดังนั้นที่นักลงทุนถืออยู่วันนี้ คือกำไรทั้งหมด เหล่านี้คือการลงทุนระยะยาว ดังนั้น ระหว่างรอหุ้น หุ้น Defensive หุ้นปลอดภัย หุ้นในกลุ่มในกลุ่ม High Dividend ก็เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ

ถัดมาคือหุ้นในกลุ่ม เฮลท์แคร์ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งดีทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากผลพวงเศรษฐกิจน้อย และปัจจุบัน มีหุ้นโรงพยาบาลที่ไม่ใหญ่มาก ที่ราคายังไม่สูง ราคาสมเหตุสมผลอยู่

“ภาพตลาดโดยรวม ไม่ได้มองว่าแพงเกิน ภาพใหญ่หากแพงไปแล้ว เราอาจต้องคิดหนัก แต่ภาพใหญ่ไม่แพง วันนี้ยังเทรดอยู่ที่ 14เท่าของกำไร ในอนาคต และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยเป็นอยู่ และซีเล็คทีฟก็มีหุ้นหลายตัวที่น่าลงทุน แต่ก็ต้องดูเป็นตัวๆไป ปีก่อนหุ้นไทยติดลบไป 15% แต่ก็มีหุ้นเยอะพอสมควร ที่ให้ผลตอบแทนที่เป็นบวก ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าทั้งตลาดลบ แล้วหุ้นทั้ง 900 ตัวจะลบ แต่หากไปดูรายตัวยังมีเยอะที่ยังกำไร ดังนั้นหากเราศึกษาเป็นรายตัวก็จะช่วยในการเลือกลงทุนได้ ”


โดยสรุปแล้ว มองว่า หากภาพเศรษฐกิจไทย เป็นเหมือนที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ ผนวกกับไม่มี ดิจิทัลวอลเล็ต หุ้นไทยก็คงแย่ ดัชนีคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ ส่วนจะลงขนาดไหนคงคาดการณ์ยาก โดยเฉพาะหากสถานการณ์แย่กว่าคาด นักลงทุนต่างชาติคงขายหุ้นไทยต่อ เพราะไม่รู้ว่าจะถือไปทำไม่ ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่เกิด แผนสอง แผนสามยังไม่มี

ดังนั้นหวังว่าภาพเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น แต่หากเกิดขึ้น ก็ต้องติดตามว่าสถานการณ์หนักแค่ไหน แล้วค่อนกลับมาประเมินภาพกันใหม่ 

และภาพวันนี้ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มภาครัฐด้วยกัน อย่างประมาณการของแบงก์ชาติ และกระทรวงการคลังที่ยังต่างกันมาก ดังนั้นควรจะไปทิศทางเดียวกัน แต่เหล่านี้อยู่ในวิสัยที่แก้ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ดำเนินนโยบายว่าจะเห็นความสำคัญเหล่านี้ขนาดไหน และหากสามารถขับเคลื่อนเป็นองคพยพเป็นการสร้างความมั่นใจได้มากกว่า เห็นต่างมุม ดังนั้นก็ต้องให้กำลังใจกันต่อไป 

สุดท้ายแล้ว สำหรับหุ้นไทย หลายคนมองว่าหุ้นไทยขาดเสน่ห์ ในระยะยาว ส่วนตัวก็มองเช่นนั้น ไม่เฉพาะหุ้น แต่เศรษฐกิจไทยก็ขาดความเซ็กซี่เช่นเดียวกัน ซึ่งค่อนข้างเป็นห่วง ที่เรามีการเชิญนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ไม่แน่ใจว่าเขาจะมาหรือไม่ เหมือนตลาดหุ้น หากมาสร้างโรงงาน ตั้งกิจการ  คงต้องคิดหนัก และคู่แข่งของเราก็เยอะมาก   

ดังนั้นจุดขายของเรา ต้องการแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวไหน รัฐบาลต้องเป็นขับเคลื่อนออกมา และสร้างให้เรากลับไปเติบโตมากกว่านี้ ภายใต้ปัจจุบันที่หลายคนมองว่า ศักยภาพเศรษฐกิจไทยปรับลดลงต่อเนื่อง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เราสามารถดันศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้เพิ่มขึ้น  ดังนั้นโจทย์ใหญ่คือ รัฐบาลจะสร้างความมั่นใจในเศรษฐกิจไทยให้กลับมาได้อย่างไร

ตลาดหุ้นเช่นเดียวกัน ต้องมีจุดขายของเรา จากวันนี้ ที่พยายามขาย กลุ่มธุรกิจ Healthcare  หรือ Well-being ดังนั้นต้องทำให้ใหญ่กว่านี้ เพื่อให้มีศักยภาพขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยมากขึ้น แต่ปัจจุบันหุ้นไทยยังมี คอมมูนิตี้ พลังงานค่อนข้างมาก ดังนั้นระยะยาว ยังเป็นห่วง ว่าจุดขายของประเทศไทยยังมีน้อย
ไม่แปลกที่วันนี้ นักลงทุนต่างชาติกลายเป็นนักลงทุนระยะสั้น 70-80% ส่วนนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการลงทุน 5-10 ปี ลดลงต่อเนื่อง ดังนั้นปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาตลาดทุนยังมีจุดที่ต้องพัฒนาอีกมาก 

“ตลาดหุ้นไทยปีนี้ รีบาวน์แน่นอน แต่ตลาดหุ้นไทยก็จะเป็นลักษณะ เทรดดิ้งมาร์เก็ต มาเพื่อเทรด ไม่ใช่จุดที่ต่างชาติจะมาถือยาว ยังมองไม่เห็นว่า เขาออกจากประเทศไทยแล้ว แต่เขาอยากเห็นนโยบายดีๆ ที่จะสร้างความมั่นใจให้เขาได้ ว่าอีก 5ปีหลังจากนี้ ประเทศไทยเราจะไปอยู่ตรงนี้ ตลาดหุ้นก็ไปเกินนั้นได้”