สวัสดีปีมะโรง

สวัสดีปีมะโรง

ปีมะโรง 2567 นี้ นักพยากรณ์จากหลายค่ายมองว่า จะเป็นปีแห่งความคิดสร้างสรรค์ การเติบโต ความร่วมมือแบบหุ้นส่วน มีการเติบโตก้าวหน้าของอาชีพการงาน มีโอกาส มีการเปลี่ยนแปลงและมีความท้าทาย

ปีนี้สวัสดีปีมะโรงก่อนล่วงหน้าเล็กน้อย ปีนักษัตรที่กำลังจะมาถึงทั้งของจีนและของไทย จะเป็นปีมะโรง หรือ ปีมังกร (Year of the Dragon) ซึ่งเป็นปีเดียวที่มีสัญลักษณ์เป็นสัตว์ในเทพนิยาย ในขณะที่ปีอื่นๆ เป็นสัตว์ที่มีอยู่จริง

ปีมะโรงทางปฏิทินจีนเริ่มในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 ไปถึง 28 มกราคม 2568 ปีนี้เป็นปีมะโรงไม้ (Wooden Dragon) เป็นมังกรที่มีสีเขียว (อาจเห็นรูปมังกรผูกผ้าพันคอสีแดงจากที่ต่างๆ) ซึ่งคนจีนเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี และมีการขยายหรือการเติบโต

ว่ากันว่าคนเกิดในปีมะโรง โดยธรรมชาติจะเป็นคนที่มีความกล้าหาญ มุ่งมั่น ฉลาด และมักจะแสดงความกระตือรือร้นและความมั่นใจ

สำหรับปีมะโรง 2567 นี้ นักพยากรณ์จากหลายค่ายมองว่า จะเป็นปีแห่งความคิดสร้างสรรค์ การเติบโต ความร่วมมือแบบหุ้นส่วน มีการเติบโตก้าวหน้าของอาชีพการงาน มีโอกาส มีการเปลี่ยนแปลงและมีความท้าทาย

ก่อนจะไปจัดพอร์ตรับปีมะโรง ขอทบทวนผลตอบแทนของปี 2566 ที่ผ่านมาก่อนนะคะ

ในปี 2566 (ค.ศ. 2023) สินทรัพย์ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคือ บิตคอยน์ โดยมีผลตอบแทน 158.7% แต่ก็มีค่าความผันผวน (ความเสี่ยง) สูงสุดด้วยนะคะ มีค่าความผันผวนวัดโดยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 38.05% ผลตอบแทนดีอันดับที่ 2 คือ หุ้นญี่ปุ่น ค่ะ โดยดัชนีนิเคอิ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.24% มีค่าความผันผวนอยู่ระดับกลางๆที่ 13.13% อันดับที่ 3 คือ หุ้นโลก โดยดัชนี MSCI World ปรับเพิ่มขึ้น 24.42% ค่าความผันผวนก็น้อยด้วยค่ะ 9.52% ตามติดๆมาด้วยอันดับที่ 4 หุ้นสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของดัชนีหุ้นโลก) โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.23% ค่าความผันผวน 10.79% อันดับ 5 คือ ทองคำ ซึ่งให้ผลตอบแทน 13.1% มีค่าความผันผวน 11.02% อันดับที่ 6 คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โลก ให้ผลตอบแทน 11.53% ค่าความผันผวน 13.84% อันดับที่ 7 คือหุ้นในตลาดเกิดใหม่ โดยดัชนี MSCI Emerging Markets ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.27% ค่าความผันผวน 10.89% อันดับที่ 8 คือ พันธบัตรรัฐบาลไทย ให้ผลตอบแทน 3.36% แต่ค่าความผันผวนต่ำที่สุดคือ 2.15% อันดับที่ 9 คือ โภคภัณฑ์ ให้ผลขาดทุน 5.01% ค่าความผันผวน 12.17% อันดับที่ 10 คือ น้ำมัน โดยดัชนี WTI ติดลบไป 10.73% มีค่าความผันผวน 27.86% และปิดท้ายด้วยหุ้นไทย โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ติดลบไป 15.15% มีค่าความผันผวน 9.55%

เมื่อดูตัวเลขจะเสมือนว่าปีที่แล้วเป็นปีการลงทุนที่ดี แต่เมื่อดูรายเดือนหรือรายสัปดาห์จะพบว่ามีความผันผวนมากมาย เริ่มจากต้นปีที่ตลาด ทำเหมือนกับว่าเศรษฐกิจโลกเป็นปกติแล้ว พิษจากโควิดทำอะไรไม่ได้แล้ว ทุกตลาดจึงปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างแรง ผลตอบแทนในเดือนแรก จึงเสมือนผลตอบแทนทั้งปี แล้วพอความจริงเริ่มปรากฏ ตลาดก็เริ่มปรับตัวลงในเดือนถัดๆมา ปรับขึ้นเล็กน้อย ปรับลงใหญ่ๆ สลับไปมาจนถึงเดือนพฤศจิกายนที่ดิฉันเขียนเรื่องเงินลงทุนเริ่มไหลเข้าใจตลาดหุ้น จึงทำให้ตั้งแต่ครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย ตลาดตราสารทุนจึงฟื้นตัว ทำให้ส่วนที่ติดลบจากต้นปี กลับมาเป็นบวกใหม่

ต้นปีนี้เริ่มด้วยความคึกคักเช่นกัน แต่ไปคึกคักที่บางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มตราสารหนี้ เพราะเชื่อว่าเฟดจะมีการลดดอกเบี้ย FED FUND Rate ในปีนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 17 มกราคม ข้อมูลจาก Investment Companies Institute (ICI) แสดงให้เห็นว่า เงินไหลเข้ากองทุนรวมระยะยาวและกองทุนตลาดรอง (ETF) ที่ลงทุนในตราสารหนี้รวม 34,306 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) และมีเงินลงทุนไหลออกจากกองทุนหุ้นสหรัฐ รวมสามสัปดาห์ 21,947 ล้านเหรียญ (ประมาณ 779,000 ล้านบาท) ออกจากกองทุนหุ้นโลก 3,029 ล้านเหรียญ (ประมาณ 107,530 ล้านบาท) ออกจากกองทุนผสม 5,127 ล้านเหรียญ (ประมาณ 182,000 ล้านบาท) และไหลออกจากกองทุนที่ลงทุนในโภคภัณฑ์ 2,879 ล้านเหรียญ (ประมาณ 102,200 ล้านบาท)

แต่ข่าวดีก็คือว่า ในสัปดาห์สิ้นสุด 17 มกราคม นั้น เริ่มมีเงินลงทุนไหลเข้ากองทุนหุ้นโลกแล้ว 1,393 ล้านเหรียญ ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่าตลาดหุ้นอื่นๆรวมถึงไทยก็น่าจะเริ่มฟื้นตัวด้วย

สำหรับปี 2567 นี้ ดิฉันแนะนำให้ลงทุนในตลาดเงินน้อยลง โดยย้ายไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวขึ้น เพื่อได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพราะตลาดพันธบัตรน่าลงทุนมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยน้อยมาก (Interest Rate Risk ต่ำ) ดังนั้นผู้ลงทุนจึงไม่ต้องกลัวว่ามูลค่าการลงทุนจะลดลง แต่ต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากการไม่สามารถจ่ายคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยได้ (Credit Risk) 

ในปีนี้ ดิฉันแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นทุนจากที่แนะนำเมื่อกลางปีที่แล้วเล็กน้อย โดยเพิ่มหุ้นไทย เพราะราคาได้ปรับลดลงไปและหลายหุ้นเริ่มน่าสนใจ แต่ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทยค่ะ ทั้งนี้ยังมองว่าค่าเงินบาทอาจจะทรงอยู่ในระดับอ่อนค่าใกล้ระดับปัจจุบัน (35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) 

สำหรับพอร์ตที่แนะนำ ปีนี้คาดว่ามีผลตอบแทนที่คาดหวังสูงขึ้น โดยพอร์ตอนุรักษนิยม มีผลตอบแทนที่คาดหวัง 4.93% ค่าความผันผวน 5.98% พอร์ตเสี่ยงปานกลางมีผลตอบแทนที่คาดหวัง 5.51% ค่าความผันผวน 6.81% พอร์ตที่รับความเสี่ยงได้เพิ่ม มีผลตอบแทนที่คาดหวัง 6.32% ค่าความผันผวน 7.95% พอร์ตเสี่ยงได้สูง มีผลตอบแทนที่คาดหวัง 7.06% ค่าความผันผวน 9.21% และพอร์ตเสี่ยงได้สูงมาก มีผลตอบแทนที่คาดหวัง 7.79% ค่าความผันผวน 10.31% รายละเอียดตามตารางค่ะ

ในปีมะโรงนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านประสบความสำเร็จในการลงทุนสมความตั้งใจค่ะ และต้องอย่าลืมว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง