วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี

Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี

Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี ต่างกับช่วงก่อนวิกฤตที่ยิ่งใหญ่จนเทียบไม่ติด ล่าสุดเดือนมีนาคม 2023 หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นอยู่ที่ 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ หรือ 1.30 ล้านล้านเยน หรือ 263% ของ GDP และสูงที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว 43.3%

Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี ต่างกับช่วงก่อนวิกฤตที่ยิ่งใหญ่จนเทียบไม่ติด ตั้งแต่ปี 1991 ถึง 2003 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อวัดโดย GDP ขยายตัวเพียง 1.14% ต่อปี ขณะทีี่เดือนมีนาคม 2023 หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.30 ล้านล้านเยน) หรือ 263% ของ GDP และสูงที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว 43.3% ของหนี้นี้ถือโดย BOJ ซึ่งในอดีตญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก หรือรองจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกลำดับเหตุการณ์ไว้ดังนี้ 

1. ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองไปจนถึงการสิ้นสุดของสงครามเย็น เป็นช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูอย่างมาก จนเรียกว่า "ปาฏิหาริย์เศรษฐกิจญี่ปุ่น" (Japanese economic miracle) เพราะญี่ปุ่นสามารถพลิกจากประเทศผู้แพ้สงครามโลก แล้วกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างรวดเร็ว (รองจากสหรัฐอเมริกา) ช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นแข็งแกร่งอย่างมากนี้มีระยะเวลาระหว่างปี ค.ศ. 1946 - ปลายทศวรรษที่ 1980 หรือราวๆ 30 ปี มีช่วงเวลาหนึ่งที่คนญี่ปุ่นถูกมองว่าเศรษฐีที่โปรยเงินซื้อสินทรัพย์ไปทั่วโลก วัฒนธรรมญี่ปุ่นกลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่ทรงพลัง และทุกคนก็อยากให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศตน 

 

2. อย่างไรก็ตาม เมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลง หลังจากผ่านไปสามทศวรรษ ญี่ปุ่นก็ประสบกับ "การเติบโตที่ถดถอย" นั่นคือแม้จะเติบโต แต่ก็เนิบๆ และค่อยช้าลงๆ เนื่องจากค่าเงินเยนของญี่ปุ่นสูงขึ้น สาเหตุที่เงินเยนสูงขึ้นเพราะ Plaza Accord ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างห้าประเทศอุตสาหกรรม รวมถึงญี่ปุ่นในการลดค่าเงินดอลลาร์ เพราะเงินดอลลาร์แข็งเกินไปจนทำให้เงินจากสกุลเงินอื่นๆ ไหลเข้าไปที่ดอลลาร์ และทำให้ประเทศคู่ค้าขาดดุล เป้าหมายของข้อตกลงนี้ก็เพื่อช่วยทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นนั่นเอง 

3. แต่ข้อตกลงนี้ไม่ได้ผล แถมยังเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงยังทำให้ญี่ปุ่นเสียดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาเข้าไปอีก ส่วนเงินเยนก็ยิ่งแข็งขึ้นมาทำให้การส่งออกของญี่ปุ่นมีปัญหา ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) และรัฐบาลญี่ปุ่นแก้ปัญหาด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบมากขึ้น แต่ยิ่งทำให้เกิดราคาสินทรัพย์ที่พุ่งสูงตัวอย่างรวดเร็วและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ร้อนจัด รวมถึงปริมาณเงินและการขยายสินเชื่อที่ไม่สามารถควบคุมได้ ผลก็คือเกิเดภาวะเรียกว่า "ฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ของญี่ปุ่น" ตั้งแต่ปี 1986 ถึง 1991 ซึ่งราคาอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นสูงเกินจริงอย่างมาก 

Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี

4. เพราะหวังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ BOJ ยังกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพื่อทำยอดให้ถึงโควต้าโดยไม่พิจารณาว่าผู้กู้มีความสามารถที่จะใช้คืนได้หรือไม่ ทำให้เกิดหนี้เสียรุนแรงมาก BOJ พยายามแก้ไขด้วยการใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นแต่ล้มเหลว โดยพยายามที่จะลดการเก็งกำไรและควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารอย่างรวดเร็วในปลายปี 1989 นโยบายที่เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมืออย่างกระทันหันนี้ทำให้เกิดฟองสบู่แตก และตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ล่มสลาย

5. พอปรับนโยบายครั้งที่ 5 ภายในเดือนสิงหาคม 1990  ดัชนีหุ้น Nikkei ก็ร่วงลงมาอยู่ที่ครึ่งหนึ่งจากงจุดสูงสุด ถึงปลายปี 1991 ราคาสินทรัพย์อื่นๆ ก็เริ่มลดลง จนกระทั่งราคาสินทรัพย์ทรุดตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในต้นปี 2535 ณ จุดนี้ในที่สุดฟองสบู่ก็แตกเป็นที่เรียบร้อย และเมื่อฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ของญี่ปุ่นแตก ก็ทำให้เกิดสิ่งที่หลายคนเรียกว่า "ทศวรรษที่หายไป" (Lost Decades) หรือช่วงเวลาที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่โตหรือโตน้อยมาก ต่างกับช่วงก่อนวิกฤตที่ยิ่งใหญ่จนเทียบไม่ติด ตั้งแต่ปี 1991 ถึง 2003 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อวัดโดย GDP ขยายตัวเพียง 1.14% ต่อปี 

Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี

6. มันคือช่วงเวลาที่สูญหายไปจริงๆ เพราะธุรกิจญี่ปุ่นพังพินาศ บริษัทปิดตัวลงกระทันหัน ทำลายโครงสร้างการจ้างงานของญี่ปุ่น ที่ก่อนนี้จะจ้างและดูแลกันไปทั้งชีวิต แต่จู่ๆ มนุษย์เงินเดือนจำนวนมหาศาลก็พบว่าตัวเองไม่มีงานทำ ไม่รู้จะทำอะไรกับอนาคต คนหนุ่มสาวก็ไม่มีความหวัง เพราะหางานที่มีความมั่นคงได้ยาก และค่าจ้างที่แท้จริงยังลดลงประมาณ 5% ธุรกิจที่รอดมาได้ก็ไม่สามารถโตได้ เพราะญี่ปุ่นประสบกับภาวะราคาสินค้าและบริการชะงักงัน ในขณะที่ผู้บริโภคก็กังวลใจจนไม่กล้าใช้เงิน ทำส่งผลให้การบริโภคลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดภาวะเงินฝืดในระยะยาวในญี่ปุ่น 

Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี

7. Lost Decades ส่งผลต่อภาคธุรกิจของญี่ปุ่นอย่างไร ก็ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนญี่ปุ่นมากเท่านั้น เพราะชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ผู้ติดกับองค์กรธุรกิจ เมื่อภาคธุรกิจล่มสลายลง ชีวิตของผู้คนก็ล่มสลายตามไปด้วย ชาวญี่ปุ่นเลิกหวังกับการทำงานที่มั่นคง และระวังตัวตลอดเวลากับการใช้จ่าย ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนญี่ปุ่นออมเงินในระดับสูงที่สุดในโลก พฤติกรรมนี้สร้างปัญหาให้รัฐบาลมาก เพราะเงินถูกเก็บเอาไว้จนไม่ไหลออกมาสู่ระบบ ยิ่งทำให้ญี่ปุ่นติดกับดักภาวะเงินฝืด นั่นคือถึงราคาข้าวของจะไม่แพงเพราะธุรกิจซบเซา แต่ประชาชนก็ไม่ยอมใช้จ่าย ทำให้เงินหมุนเวียนน้อย

8. BOJ ใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เพื่อให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากภาวะถดถอยหลังวิกฤตฟองสบู่ แต่แม้จะตรึงดอกเบี้ยในระดับ 0% มานานกว่า 20 ปีแล้ว มันก็ยังไม่ได้ผลชัดเจน แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมาบ้างในอัตราเลขหลักเดียว ในขณะที่รัฐบาลก็อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะแต่ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน และการใช้งบประมาณไปกับเรื่องนี้มากมาย ทำให้ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ณ เดือนมีนาคม 2023 หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.30 ล้านล้านเยน) หรือ 263% ของ GDP และสูงที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว 43.3% ของหนี้นี้ถือโดย BOJ 

Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี

9. ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุด ไม่นับสหรัฐอเมริกาที่สามารถก่อหนี้ได้โดยไม่ต้องกลัวจะถูกทวงหรือล้มละลายเพราะอิงกับสินทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุดนั่นคือ เงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ญี่ปุ่นมีเงินเยนที่ไม่แข้งแกร่งเหมือนก่อน และยังมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ทำไมญี่ปุ่นถึงยังไม่ล้มละลาย? นั่นก็เพราะ BOJ  ใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์มาอย่างยาวนาน ทำให้ยังมีเงินไหลเข้าระบบอยู่เสมอแม้จะไม่มากนัก บวกกับการที่รัฐบาลญี่ปุ่นซื้อพันธบัตรรัฐบาลมาถือเอาไว้เองเกินครึ่งหนึ่ง ทำให้ช่วยประคองราคาพันธบัตรเอาไว้ และทำให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำ แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่การประคับประคองเอาไว้เท่านั้น ญี่ปุ่นยังไม่พ้นจากวิกฤตเลย

10. เมื่อถึงทศวรรษที่ 2000 - 2010  ธุรกิจญี่ปุ่นยิ่งเจอผลกระทบจากการที่คู่แข่งแข็งแกร่งขึ้นมานั่นคือจีนกับเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังมีอัตราการเกิดของประชากรต่ำมาก ทำให้แรงงานคนหนุ่มสาวมีน้อย บวกกับประชากรสูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสุ่ภาวะสังคมาผู้สูงวัย ซึ่งมีแต่คนวัยชราที่รอความช่วยเหลือ แต่คนทำงานหาเงินน้อยลง รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยิ่งติดกับดักที่จะต้องก่อหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนำมาประคองประเทศ นักเศรษฐศาสตร์ได้เต่เฝ้าดูโดยเดาไม่ถูกว่าญี่ปุ่นจะลงเอยแบบไหน ถ้ายังติดอยู่ในวังวนแบบนี้ 

ดังนั้น "ทศวรรษที่หายไป" จึงยืดเยื้อไปเรื่อยๆ จากแทนที่จะจบแค่ 10 ปี ก็กลายเป็น "20 ปีที่สูญหายไป" (Lost 20 Years) เมื่อถึงทศวรรษที่ 2000 แต่เมื่อถึงทศวรรษที่ 2010 ญี่ปุ่นก็ยังไม่หลุดพ้นจากวิกฤต กลายเป็น "30 ปีที่สูญหายไป" (Lost 30 Years) จนถึงทุกวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ยังชี้ว่าญี่ปุ่นก็ยังหลงทาง (Lost) ไม่พบทางออกจากเงามืด