วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘ผู้ว่าธปท.’ ชี้ศก.ไทยฟื้น! เลิกติดเตียง แต่ป่วยเรื้อรัง ต้องแก้ให้ตรงจุด

‘ผู้ว่าธปท.’ ชี้ศก.ไทยฟื้น! เลิกติดเตียง แต่ป่วยเรื้อรัง ต้องแก้ให้ตรงจุด

ผู้ว่าธปท. ประเมินสุขภาพเศรษฐกิจไทย เวลานี้เปรียบเหมือนคนไข้ที่เดินออกจากโรงพยาบาลแล้ว เริ่มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังไม่เข้มแข็งนัก เปรียบเหมือนคนป่วยที่ยังมีโรคเรื้อรัง การแก้ปัญหาจึงควรต้องแก้ให้ถูกจุด

กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมบทสรุปของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ขึ้นกล่าวปาฐกถาบนเวที “Thailand Economic Outlook 2024 : Change The Future Today เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยต้องเริ่มวันนี้” 

โดย ดร.เศรษฐพุฒิ ขึ้นพูดในหัวข้อ “ประเมินสุขภาพเศรษฐกิจไทย” ซึ่งสรุปได้ว่า เศรษฐกิจไทยเวลานี้เปรียบเหมือนคนไข้ที่เดินออกจากโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อย และเริ่มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เพียงแต่การฟื้นตัวยังไม่เข้มแข็งนัก เปรียบได้กับคนป่วยที่ยังมีโรคเรื้อรัง การแก้ปัญหาจึงควรต้องแก้ให้ถูกจุด

 

การฟื้นตัวเศรษฐกิจ

  • การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนต่อจีดีพีราว 50% “เติบโตดี” โดยไตรมาส 2 ปี 2566 ขยายตัวถึง 7.8% สูงสุดในรอบ 20 ปี และโตเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา  
  •  ตลาดแรงงาน “เติบโตดี” โดยไตรมาส 2 ปี 2566 ขยายตัว 2.4% ฟื้นตัวราว 109% จากช่วงก่อนโควิด ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานและเสมือนว่างงานลดลงเหลือ 2.6 ล้านคนในไตรมาส 2 ปี 2566 ซึ่งลดลงจากช่วงโควิดที่ peak สุด 6.2 ล้านคน
  • การท่องเที่ยว “เติบโตดี” พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน เข้ามาไทยมาแล้ว 19.5 ล้านคน จากคาดการณ์ทั้งปีในปี 2566 ที่ 28.5 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 67% จำนวนนักท่องเที่ยวก่อนช่วงโควิด ซึ่งดีกว่าหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง ที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวปัจจุบันราว 37% ก่อนช่วงโควิด , ไต้หวัน 47% และ เกาหลีใต้ 57% แต่ยังต้องติดตามว่าหลังเกิดเหตุกราดยิงที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิตด้วย จะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยมากน้อยแค่ไหน 
  • ภาคการผลิต เทียบกับประเทศอื่นถือว่า “ทรงตัว” โดยดัชนีการผลิตเดือนม.ค.ถึงส.ค.2566 หดตัว 4.9% แต่เทียบกับหลายประเทศก็หดตัวเช่นกัน สิงคโปร์หดตัว 6% เอเชียไม่รวมจีนหดตัว 3% จะมีมาเลเซียที่เติบโต 1%
  • การส่งออก เทียบกับประเทศอื่นถือว่า  “ทรงตัว” โดยมูลค่าการส่งออกเดือนม.ค.ถึงส.ค.2566 หดตัว 5% แต่หลายประเทศในภูมิภาคหดตัวเช่นกัน ภูมิภาคเอเชียหดตัว 11% อาเซียนหดตัว 9% 
  • การลงทุนเอกชน “ยังไม่ดี” เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งการลงทุนของเราในไตรมาส 2 ปี 2566 เติบโตเพียง 1% น้อยกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 5 ปีก่อนโควิดที่เติบโต 1.7% และการลงทุนยังมีสัดส่วนต่อจีดีพีน้อยแค่ 23% เทียบกับประเทศอื่น เช่น เวียดนามอยู่ที่ 32% อินโดนีเซียอยู่ที่ 29%

เสถียรภาพเศรษฐกิจ

  • ด้านราคาหรือเงินเฟ้อ เดือนส.ค.เงินเฟ้อไทยเติบโต 0.9% ลดลงจากปีที่แล้วที่พีค 7.9% ถือว่าลงมาได้เร็ว และเป็นระดับต่ำสุดในอาเซียน แต่ยังชะล่าใจไม่ได้ เพราะแนวโน้มมีโอกาสเพิ่มขึ้น แถมมีปัจจัยกดดันไม่น้อย เช่น เรื่องเอลนีโญ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และนโยบายของภาครัฐที่เพิ่มแรงส่งด้านเงินเฟ้อ
  • ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน “ยังแข็งแรง” โดย BIS ratio สูง 19.5% ขณะที่ “หนี้เสีย” ต่ำเพียง 2.67%
  •  ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน มีประเด็นที่ “น่าห่วง” อยู่บ้าง คือ หนี้ครัวเรือน ปัจจุบันอยู่ที่ 90.7% ทำให้ ธปท. ต้องออกมาตรการดูแล อีกเรื่อง คือ สัดส่วนยอดคงค้างไฮยิลด์บอนด์ต่อหุ้นกู้เอกชนในไตรมาส 3 ปี 2566 อยู่ที่ 7% ถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 
  • เสถียรภาพต่างประเทศ “แข็งแรง” ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง 2.45 แสนล้านดอลลาร์ หนี้ต่างประเทศอยู่ระดับต่ำ แต่จะมีเรื่องค่าเงินบาทที่ผันผวนสูง โดยค่าความผันผวนล่าสุดอยู่ที่ 9%
  • ปัจจัยที่ทำให้ “ค่าเงินบาท” ผันผวนมี 3 เรื่องหลัก คือ 1.ดอลลาร์แข็ง ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่อ่อนค่า 2.เงินบาทเป็นสกุลเงินที่เคลื่อนไหวสัมพันธ์กับค่าเงินหยวนมากสุด  เนื่องจากเศรษฐกิจไทยผูกกับจีนมาก 3.คนไทยนิยมซื้อขายทองคำ จึงทำให้ราคาทองคำมีผลต่อค่าเงินบาทมาก
  • ด้านการคลัง ตอนนี้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 62% สูงกว่าเพื่อนบ้านในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซียที่อยู่ระดับ 38% เกาหลีใต้ 49% แต่ใกล้เคียง ฟิลิปปินส์ที่ 61% และ มาเลเซีย 63% แต่หนี้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลเป็นการกู้เงินในประเทศเป็นหลัก และเป็นหนี้ค่อนข้างยาว ประมาณ 9 ปี ใกล้เคียงกับ มาเลเซียที่ 9 ปี อินโดนีเซีย 8 ปี ขณะที่ สิงคโปร์และฟิลิปปินส์อยู่ที่ประมาณ 6 ปี

เรื่องศักยภาพเศรษฐกิจไทย

  • ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่น่าห่วงสุด คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีประเด็นน่าห่วงในหลายมิติทั้งเรื่อง แรงงาน นวตกรรม เป็นต้น
  • ด้านแรงงาน” คนของเราจะ “แก่ก่อนรวย” เราเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 22% ของประชากรทั้งหมด แต่ยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำเพียง 7,650 ดอลลาร์ เทียบกับ มาเลเซีย มีคนสูงวัย 11% รายได้เฉลี่ยต่อหัว 12,364 ดอลลาร์ หรือ เกาหลีใต้ มีคนสูงวัย 25% รายได้เฉลี่ยต่อหัว 32,250 ดอลลาร์ 
  • อินโนเวชั่น” พบว่า การลงทุนด้าน R&D ของไทยค่อนข้างต่ำเพียง 1.1% ของจีดีพี เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ upper middle-income อยู่ที่ 1.6% และหลายประเทศมีการลงทุนด้านนี้ค่อนข้างสูง เช่น เกาหลีไต้ 6% สิงคโปร์ 7% จีน 11% มาเลเซีย 36% 
  • อินฟราสตรัคเจอร์” ของไทยถือว่า “ค่อนข้างดี” โดยเราอยู่อันดับที่ 34 จาก 139 ประเทศ ถ้าดูในอาเซียก็เป็นรองเฉพาะสิงคโปร์
  • เรื่องธรรมภิบาล” ในด้าน Government effectiveness เราอยู่อันดับ 83 จาก 209 ประเทศ น้อยกว่า สิงคโปร์ซึ่งเป็นที่ 1 มาเลเซีย 40 และเวียดนาม 80 ส่วนด้านคอรัปชันไทยอยู่อันดับ 101 จาก 180 ประเทศ น้อยกว่า สิงคโปร์อยู่ที่ 5 มาเลเซียที่ 61 และ เวียดนามที่ 77 

บทสรุปเศรษฐกิจไทย

  • ภาพเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แรงหนุนจากการบริโภคและการท่องเที่ยว 
  • การปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยที่ลดลงจาก 3.6% เหลือ 2.8% ตามพาดหัวข่าวในสื่อต่างๆ เป็นการปรับตัวเลขปี 2566 แต่ถ้าดูปี 2567 ธปท. ปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจาก 3.8% เป็น 4.4% สะท้อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังออกมา และภาพเศรษฐกิจโลกที่น่าจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออก “จึงมั่นใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง”
  • ด้านเสถียรภาพในภาพรวมถือว่าดีแต่ “มีบางจุดที่ต้องเฝ้าระวัง” เช่น หนี้ครัวเรือน และ ภาคการคลัง 
  • ตัวที่อ่อนแอมากๆ คือ เรื่องศักยภาพ ซึ่งสะท้อนภาพการเติบโตระยะยาว เรามีปัญหาอยู่มาก
  •  หากเทียบเศรษฐกิจไทยกับสุขภาพของคน ชัดเจนว่า “คนไข้คนนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว” แต่การฟื้นตัวยังต้องใช้เวลาเปรียบได้กับ “คนที่ยังเป็นโรคเรื้องรัง” จึงยังไม่ควรทำอะไรที่หักโหมเกินไป  
  • การรักษาควรต้องตรงกับสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเวลานี้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาในเชิงโครงสร้างระยะยาว การรักษาจึงควรเป็นอีกแบบ แตกต่างจากช่วงที่เกิดโควิด
  • การรักษาที่ผ่านมา เราเน้นเรื่องเงิน โดย 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณรายจ่ายเพิ่มต่อเนื่องอย่างมีนัยะ ล่าสุด 3.2 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ 75% เป็นงบประจำ และกว่า 70% ของงบประจำเป็นรายจ่ายที่ลดทอนยาก เช่น เงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการดูแลประชาชน ในขณะที่งบการลงทุนเพิ่มขึ้นเพียง 2.5 แสนล้านบาท และส่วนใหญ่เน้นที่เรื่องโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ แต่ยังขาดการพัฒนาเรื่องอื่นๆ เช่น คน
  • การรักษาควรมุ่งเจาะที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น อินโดนีเซีย ออกกฎหมาย Omnibus Law เพื่อปลดล็อกกฎเกณฑ์ภาครัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการลงทุน  
  • สิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญเพิ่มเติม คือ เรื่อง Regulatory Guillotine หรือ Regulatory impact Assessment โดยอุปสรรคที่นักธุรกิจอยากให้ภาครัฐปรับปรุง คือ กฎหมายที่ซ้ำซ้อน ล้าสมัย เช่น ขั้นตอนศุลกากร การขออนุญาตของราชการ และการออก VISA สำหรับแรงงานทักษะสูง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริม ease of doing business ในไทย 
  • ประเทศไทยยังมี “โอกาส” อีกมาก จากเรื่องปัญหาภูมิรัฐสาสตร์ที่เกิดการโยกย้ายการลงทุน ซึ่งข้อดีของไทย เราเป็นประเทศที่เป็นมิตรที่ดีกับทุกคน โดยไทยเป็น 1 ใน 18 ประเทศของโลก และ 1 ใน 4 ประเทศของเอเชียที่มีสถานะเป็นพันธมิตรหลัก non-NATO ของสหรัฐ 
  • นอกจากนี้ สหรัฐ ยังเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มี FDI มาลงทุนในไทยเป็นอันดับ 5 ขณะที่ จีน เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย มี FDI มาลงทุนอันดับ 6 และญี่ปุ่นก็เป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย  มี FDI มาลงทุนเป็นอันดับ 2