background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

Investing in Changes, Growth, and Gains

Investing in Changes, Growth, and Gains

ภาวการณ์ลงทุนในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นในภาพรวมมีการปรับตัวลง อย่างที่เราได้เคยคาดการณ์ไว้ในบทความเดือนที่ผ่านมา

โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลง เนื่องจาก 1.การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุทั้งในส่วนของ Supply ที่ออกมามากขึ้น, ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอยลดลง, การคาดการณ์ว่าเฟดมีโอกาสที่จะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ และการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯจากธนาคารกลางเช่นญี่ปุ่นและจีนเพื่อแทรกแซงค่าเงินตัวเองหลังจากที่มีการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง

     2.การทำกำไร หลังตลาดหุ้นปรับตัวอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน ขณะที่การประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 และคาดการณ์ไตรมาส 3 จะยังอยู่ในช่วง low season ซึ่งเมื่อดูจากสถิติในอดีตตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 3 มักเป็นช่วงที่มีการปรับฐานทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงลง 3.ความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนเริ่มก่อตัวมากขึ้น ทั้งปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์และความมั่นใจของผู้บริโภคที่ลดลงทำให้เกิดภาวะเงินฝืด 

แม้ทางการจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ส่งผลได้มากนัก ซึ่งเราเคยพูดถึงประเด็นนี้ในบทความที่ผ่านมาแล้วเช่นกัน จากสาเหตุข้างต้นทำให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลง ซึ่งนักกลยุทธ์ของจูเลียสแบร์มองว่าการปรับตัวลงนั้นเป็นโอกาสในการทยอยเข้าลงทุนโดยยังคงเน้นในหุ้นคุณภาพดีในสหรัฐฯ มากกว่าภูมิภาคอื่นเนื่องจากการคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป ขณะที่เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มลดลงทำให้มองว่าเฟดมีโอกาสที่จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงข้างหน้า 

อย่างไรก็ตามหนึ่งในธีมการลงทุนที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาคือธีม Artificial Intelligence (AI) โดยเฉพาะ Generative AI ยังคงได้รับความนิยมและเป็นกลุ่มที่ outperform ตลาดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งดัชนี Next Generation Cloud computing & AI index ซึ่งจัดทำโดยจูเลียส์แบร์ ปรับตัวขึ้นในปีนี้ถึง 62.4% (ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 30 ส.ค. 2023) ราคาหุ้นของบริษัทผู้ที่ออกแบบชิปประมวลผล 

โดยเฉพาะที่เรียกว่า Graphic processing unit หรือ GPUs นั้นปรับตัวขึ้นอย่างมากจากยอดคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างถล่มทลาย ซึ่งนักลงทุนอาจจะเกิดคำถามว่าธีมการลงทุนนี้ขึ้นมาเยอะเกินไป (Hype) ไปแล้วหรือไม่ และยังมีโอกาสในการลงทุนอยู่หรือไม่ ซึ่งเมื่อเรามาดูการคาดการณ์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและโกลด์แมนแซค ได้ประมาณการณ์ว่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI นั่นจะเพิ่มจาก 1 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบันเป็น 2 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2025 และอาจจะสูงถึง 2.5% ถึง 4% ของ GDP สหรัฐฯ 

ดังจะเห็นได้ว่ามีจำนวนบริษัทในสหรัฐฯ กว่า 16% ได้มีการพูดถึงเทคโนโลยีนี้ในการประกาศงบการเงินไตรมาสล่าสุด ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะมีการเพิ่มงบลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้นักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการณ์รายได้ของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการลงทุนของบริษัทเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นทำให้เรายังคงมีมุมมองว่ากลุ่มนี้ยังคงน่าลงทุน ซึ่งเราจะสามารถแบ่งการลงทุนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ในระยะยาวจากการนำ AI เข้ามาใช้งานออกมาเป็น 3 กลุ่มหลักดังนี้

กลุ่มแรกคือ AI Enables and adopters กลุ่มนี้คือผู้ให้บริการที่มีการนำเครื่องมือที่มีการใช้ AI ในการช่วยเพิ่มผลผลิตหรือประสิทธิภาพการทำงานซึ่งจะสามารถเพิ่มราคาขายได้สูงขึ้น กลุ่มที่สองคือ Cloud computing provider เนื่องจากเทคโนโลยี Generative AI นั้นจะใช้ข้อมูลจำนวนมากเพื่อผลิตผลงานซึ่งออกมาจำนวนมากในหลากหลายรูปแบบ เช่น บทความ ภาพและวิดิโอต่างๆ ซึ่งต้องใช้พื้นที่จำนวนมากจากผู้ให้บริการ Cloud กลุ่มที่สามคือ กลุ่มผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของการประมวลผล ซึ่งกลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับทั้งผู้ดีไซน์ออกแบบสถาปัตย์กรรมของชิปที่เล็กลงและมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์

อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรตระหนักว่าการตื่นตัวทางด้าน AI ในทุกภาคส่วนนั้นก็มีความท้าทายที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงข้างหน้า โดยเฉพาะด้านกฎหมายที่อาจจะออกมาควบคุมหรือจำกัดการใช้งาน เป็นต้น รวมถึงการที่เทคโนโลยีนี้ยังต้องใช้เวลาในการประเมินถึงศักยภาพและการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสขึ้นลงได้ตลอดเวลา ทำให้เรานักลงทุนต้องคอยติดตามและเลือกบริษัทที่มีศักยภาพที่จะเป็นผู้ชนะและมีการคาดการณ์การเติบโตที่ดี ทั้งนี้ผู้ที่สนใจจะลงทุนควรติดต่อเพื่อสอบถามและรับข้อมูลเพิ่มเติมและเฟ้นหาการลงทุนที่เหมาะสมได้ที่ผู้แนะนำการลงทุนของท่าน