ธนาคารเงาจีน มูลค่าเฉียด 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจไทย ส่อล้ม หลังลูกหนี้อสังหาฯ 70% เบี้ยว

ธนาคารเงาจีน มูลค่าเฉียด 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจไทย ส่อล้ม หลังลูกหนี้อสังหาฯ 70% เบี้ยว

"อุตสาหกรรมทรัสต์จีน" ซึ่งเป็นธนาคารเงา มูลค่ารวม 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 ใน 5 ของจีดีพีไทย ส่อล้ม หลังพบลูกหนี้จากภาคอสังหาฯ กว่า 70% ผิดนัดชำระหนี้ในไตรมาสที่ 2

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานวันนี้ (24 ส.ค.) ว่า อุตสาหกรรมทรัสต์ ซึ่งเป็นธนาคารเงาของจีน มูลค่า 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ​ 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจไทย เริ่มกลายเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจจีนเพิ่มเติม หลังเผชิญมรสุมรอบด้าน 

โดยหลังจากได้รับการปรับโครงสร้างใหม่อย่างน้อย 6 ครั้งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1979 ปัจจุบันกลุ่มทรัสต์กลับมาเผชิญกับความสูญเสียอีกรอบ จนนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) กล่าวว่า ความสูญเสียครั้งนี้อาจมากถึง 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์

 

โดยตั้งแต่เดือนที่แล้ว Zhongzhi Enterprise Group Co. ยักษ์ใหญ่ด้านความมั่งคั่งเอกชน และบริษัทในเครือ Zhongrong International Trust Co. ระงับการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงหลายรายการ จนกระทั่งจุดชนวนการประท้วงทางการเงินที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในกรุงปักกิ่ง

กลุ่มทรัสต์ขนาดใหญ่ 10 อันดับแรกของจีน คำนวนตามมาร์เก็ตแคป “ในอนาคตจะต้องมีสิ่งที่อันตรายเกิดขึ้น ระหว่างธนาคารเงา และธนาคารของรัฐเอง” แอนดรูว์ คอลลิเออร์ (Andrew Collier) กรรมการผู้จัดการของ Orient Capital Research กล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของบลูมเบิร์ก พร้อมเสริมว่า “และปัญหาอาจจะจบลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่แลกมาด้วยเหตุการณ์จะยุ่งเหยิงมาก”

ทั้งนี้ กลุ่มทรัสต์จีน ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันหลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มควบคุมธนาคารเงาในจีนมากเกินไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว และการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ถึงจุดสูงสุดในปี 2560 ซึ่งตั้งแต่นั้นมาการเติบโตก็เริ่มหดตัวลงประมาณ 24% ถึงอย่างนั้น อุตสาหกรรมนี้ก็ยังคงมีขนาดใหญ่ โดยมีขนาดเท่ากันเกือบ 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจจีน

มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมทรัสต์ในจีน ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากการปราบปรามของรัฐ โดยกลุ่มทรัสต์ในจีนปล่อยสินเชื่อให้หลากหลายกลุ่ม อสังหาฯ 7.4% โครงสร้างพื้นฐาน 10.2% อื่นๆ 13% สถาบันการเงิน 13.9% อุตสาหกรรมและคอมเมิร์ซ 25.5% และบริษัทหลักทรัพย์ ในรูปแบบของบอนด์ เงินทุน และหุ้นอีก 29.9%

อัตราส่วนลูกค้าของกลุ่มทรัสต์ นอกจากนี้ กลุ่มทรัสต์ถือเงินจากลูกค้า และลงทุนในสินทรัพย์ และโครงการต่างๆ จำนวนมาก โดย ณ เดือน มี.ค. กองทุนของบริษัททรัสต์ประมาณ 7.4% ลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

ดังนั้น หากพิจารณาความเสี่ยงในการผิดนัดชำระของภาคอสังหาฯ รวมทั้งปัญหาของกลุ่มทรัสต์ เราอาจประเมินความเสียงโดยรวมต่ำไป เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าการลงทุนอื่นๆ เช่น พันธบัตร และหุ้นมีความเชื่อมโยงกับภาคอสังหาริมทรัพย์มากน้อยเพียงใด

ช่วง Q2/66 กลุ่มอสังหาฯ กว่า 70% ผิดนัดชำระหนี้ต่อกลุ่มทรัสต์ รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับภาคอสังหาฯ เริ่มผิดนัดชำระมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70%  โดยคาดว่ายังมีผู้พัฒนาอสังหาฯ​ จีนอีกมากที่รอการผิดนัดชำระ หลังจาก China Evergrande Group ยื่นฟ้องล้มละลายต่อศาลนครนิวยอร์ก

อ้างอิง

Bloomberg

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์