background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หวั่น ระยะยาว ถูกหั่นเรทติ้งส์ หากรัฐบาลใหม่แจกเงิน แต่ไร้รายได้

เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หวั่น ระยะยาว ถูกหั่นเรทติ้งส์ หากรัฐบาลใหม่แจกเงิน แต่ไร้รายได้

“สภาพัฒน์” เผย เศรษฐกิจไทยอ่อนแอหนัก ยอดลงทุนเอกชนหด ส่งออกติดลบ ยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อหัวฮวบ ด้าน “นักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้ หวั่นถูกลดอันดับเครดิต หากรัฐบาลใหม่ใช้ “นโยบายประชานิยม” แต่หารายได้ - เก็บภาษีเพิ่มไม่ได้ จนต้องขอขยายเพดานหนี้

Key Points

  • สภาพัฒน์ ชี้ เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2 ของปี 2566 เติบโตอยู่เพียง 1.8% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
  • นักเศรษฐศาสตร์ ประเมิน เศรษฐกิจไทยเผชิญทั้งปัญหาเฉพาะหน้า และปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก
  • หวั่นถูกลดอันดับเรทติ้งส์ หากรัฐบาลใหม่ใช้นโยบายประชานิยมแต่ไม่สามารถหารายได้-เก็บภาษีเพิ่มได้ จนต้องขยายเพดานหนี้ไปเรื่อยๆ

หลังจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดช่วงเช้าของวันนี้ (21 ส.ค.) ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2566 เติบโตอยู่เพียง 1.8% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เนื่องจากตัวเลขการส่งออกที่หดตัว 5.7% และเป็นการปรับตัวลดลงเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน

ตัวเลขจีดีพีของไทย

ประกอบกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภคของภาครัฐ ที่ติดลบ 3.3% และ 4.3% ตามลำดับ โดยครึ่งปีแรกของปี 2566 ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โต 2.2% ส่วนใหญ่มาจากเครื่องยนต์หลักอย่างภาคการท่องเที่ยว

โดย นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่า

เศรษฐกิจไทยปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแอกว่าที่คาด เพราะหลายฝ่ายประเมินว่าจีดีพีไทยจะโตอยู่ที่ 3.1% เมื่อเทียบแบบรายไตรมาส (QoQ) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยอดการลงทุนจากเอกชนหด เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่าใครจะได้รัฐบาล แล้วจะดำเนินนโยบายแบบไหน รวมทั้งตัวเลขการส่งออกก็ติดลบ สำทับกับความต้องการซื้อทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 นอกจากนี้ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจสำคัญของไทยอย่างการท่องเที่ยวก็ได้รับแรงกดดันจากความปั่นป่วนของเศรษฐกิจจีน ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาประเทศไทยลดลง และยอดการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวก็ยังลดลงจากเดิมประมาณ 5 หมื่นบาทต่อคน มาอยู่ที่ 3 หมื่นบาทเท่านั้น

ตอนนี้ประเทศจีนเผชิญกับหลายวิกฤติ ซึ่งถ้าเศรษฐกิจจีนปรับตัวแย่ลงกว่าเดิม เศรษฐกิจไทยก็อาจจะหดตัวลงหนักกว่าเดิม ต้นปีเรามองว่าจีดีพีจะโตอยู่ที่ 4% ตอนนี้มองที่ 3% แต่ถ้าจีนแย่ก็อาจจะน้อยกว่า 3% อย่างไรก็ตาม เรามองว่าไม่ถึงกับติดลบแน่นอน เพราะยังมีนักท่องเที่ยวอยู่

เมื่อถามถึงปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากดดันเศรษฐกิจไทย นายบุรินทร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญทั้งปัญหาเดียวกันกับที่หลายประเทศเผชิญ เช่น ภัยแล้ง ดีมานด์ของทั่วโลกลดลง รวมทั้งผลกระทบจากเศรษฐกิจจีน แต่ในขณะเดียวกันเราก็เผชิญ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของบ้านเราที่ฝังรากลึกมานานด้วย

1. หนี้ครัวเรือน: เป็นปัญหาที่รุนแรงมากคิดเป็น 90% ของจีดีพี หรือประมาณ 16 ล้านล้านบาท ปัญหานี้จะเข้าไปกดดันความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของคนรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ​ ดังนั้นทั้งธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐบาลใหม่ต้องหาวิธีที่มีประสิทธิภาพมาแก้ปัญหา

“ถ้าถามว่ามาตรการพักหนี้ดีไหม ระยะสั้นก็ดี แต่ถ้าในระยะยาวลูกหนี้ไม่มีรายได้เพิ่มเข้ามา หนี้ก็ยังเยอะอยู่เหมือนเดิม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรช่วยให้เขาผ่อนจบให้ได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม จ่ายได้ จ่ายไหว และต้องจ่ายหมด ไม่ใช่จ่ายไปตลอดชีวิต”

2. การใช้จ่ายของภาครัฐ: หากรัฐบาลใหม่เข้าใช้มาตรการประชานิยม กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างร้อนแรง ในระยะสั้นเป็นผลดีแน่นอน เพราะมีสภาพคล่องในระบบมากขึ้น แต่ในระยะยาว ถ้าแจกเงินเพียงอย่างเดียว แล้วไม่มีรายได้เพิ่ม รวมทั้งแจกเงินจนต้องขยายเพดานหนี้ไปเรื่อยๆ ในระยะยาวไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจแน่นอน

3. ภัยแล้ง: ปัญหานี้กระทบเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะท้ายที่สุดหากเกษตรกรในภาคการเกษตร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของจีดีพี ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ก็อาจเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทย

4. การค้าระหว่างประเทศ: ช่วงนี้ทุกประเทศเผชิญกับความต้องการซื้อจากต่างประเทศลดลง เพราะปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะตัว ซึ่งก็เข้ามากดดันเศรษฐกิจไทย ซึ่งพึ่งพาการท่องเที่ยว และการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลัก

“ถ้าพิจารณาดูจริงๆ มีแค่เรื่องหนี้ครัวเรือน และการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐเท่านั้นที่พอจะสามารถเข้าไปแก้ไขหรือทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ แต่เรื่องภัยแล้ง และการค้าระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถทำอะไรได้

“แต่ในระยะยาวเราอาจต้องมาคิดวิธีเก็บกักน้ำที่มีประสิทธิภาพในฐานะนวัตกรรมของประเทศ หรืออาจใช้ช่วงเวลาที่การส่งออกชะลอตัวมาพัฒนาสินค้า และบริหารให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มความรู้ และการศึกษาให้แรงงานไทยเป็นแรงงานฝีมือ (Skilled Labour) มากขึ้น”

ทั้งนี้ นายบุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงด้านการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐ หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่มีแนวทางหาเงิน หรือเก็บภาษีเพิ่ม รวมทั้งยังพยายามขยายเพดานหนี้เพื่อให้สามารถใช้นโยบายประชานิยมได้เพิ่มขึ้น ทั้งหมดอาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้บรรดาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต้องปรับลดอันดับเรทติ้งส์ของประเทศไทยลง

“บริษัทเรทติ้งส์เขามองแค่คุณมีความเสี่ยงผิดนัดชำระแค่ไหน สำหรับของสหรัฐอันดับเรทติ้งส์เป็นเพียงสัญลักษณ์ (Symbolic) เท่านั้น แต่สำหรับของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างไทย อันดับเรทติ้งส์มีความสำคัญ แต่ในเร็วๆ นี้ เรามองว่าคงยังไม่มีการปรับลด เพราะธนาคารก็แข็งแกร่ง หนี้สาธารณะก็ไม่สูงอยู่แค่ประมาณ 61% ของจีดีพี เว้นแต่รัฐบาลใหม่เข้ามาแจกเงินเยอะ หนี้สาธารณะเพิ่ม แต่ไม่มีรายได้เข้ามา

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงคาดการณ์จีดีพีในปี 2567 นายบุรินทร์ ประเมินว่า ยังไม่มีความชัดเจน เพราะยังไม่ทราบว่าดีมานด์ของต่างชาติจะกลับมาหรือยัง รวมทั้งความปั่นป่วนในจีนจะเป็นอย่างไรต่อไป มีเรื่องบวกอย่างเดียวคือ คาดว่าต้นปีหน้าจะได้รัฐบาลแล้ว ดังนั้นก็หวังแต่เม็ดเงินจากการลงทุนของภาครัฐไปก่อน  

“ปีหน้ายังมีความไม่แน่นอน แต่ที่แน่ๆ โอกาสในการโตแบบหวือหวาค่อนข้างน้อย ปัจจัยต่างๆ ยังไม่ได้กลับมาเร็วอย่างที่คิด แล้วถ้าลองเปรียบกับวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ตอนนั้นเศรษฐกิจไทยแย่ แต่กำลังซื้อจากต่างประเทศ จากจีนยังแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ตรงกันข้าม”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์