คว้าโอกาสลงทุนทั้งในหุ้นไทยและหุ้นโลก

คว้าโอกาสลงทุนทั้งในหุ้นไทยและหุ้นโลก

ในภาวะที่ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นมาราว 14% ตั้งแต่ต้นปี (อ้างอิงดัชนี MSCI All Country World Index ณ วันที่ 12 ก.ค.)

นำโดยดัชนี NASDAQ ที่พุ่งขึ้นมากกว่า 30% จากหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท เช่น Apple, Amazon, Netflix ที่ราคาปรับขึ้นราวๆ +50% ผลักดันให้การประเมินค่าหรือ Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มอยู่ในเกณฑ์แพงขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และส่งผลให้นักลงทุนเริ่มลังเลที่จะเข้าลงทุนต่อ

นอกจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว ยังมีความไม่แน่นอนรอบด้านที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ หลังตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาแข็งแกร่ง สนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีโอกาสกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

 

โดยการจ้างงานภาคเอกชนพุ่งขึ้นถึงเกือบ 5 แสนตำแหน่งในเดือนมิ.ย. นับเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี และอัตราว่างงานปรับลดลงสู่ระดับ 3.6% ทำให้ตลาดประเมินว่ามีโอกาสราว 90% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ รวมทั้งมีนักลงทุนบางส่วนคาดว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยต่อในการประชุมเดือนกันยายน ด้วย (อ้างอิง FED Fund Futures ณ วันที่ 12 ก.ค.)

ประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด ทางการจีนประกาศควบคุมการส่งออกธาตุแกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งเป็นโลหะสำคัญที่ใช้ในการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ที่ปิดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึงไมโครชิปไฮเทค และรัฐบาลสหัฐฯ เตรียมจำกัดบริษัทจีนในการเข้าถึงบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง สะท้อนให้เห็นถึงสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศที่รุนแรงขึ้น 

ด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนก็ชะลอลง หลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งภายหลังการเปิดเมือง ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการ GDP ปี 2023 ลงสู่ระดับ 5.5% เป็นการปรับลงครั้งเเรกตั้งแต่จีนผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ แต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ราว 5% ประกอบกับเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 0% ต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.พ. 2021 ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าจีนจะเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ท่ามกลางความเสี่ยงหลายด้านและการประเมินค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างตึงตัว นักลงทุนควรมุ่งกระจายการลงทุนในหุ้นออกไปหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยเน้นหุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากเป้าหมายเดียวที่นานาประเทศร่วมใจกัน นั่นก็คือ การลดการปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้ทุกภาคส่วนทั่วโลกเริ่มหันมาใช้พลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด

โดยยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 3.1 ล้านคันในปี 2020 เป็น 10.5 ล้านคันในปี 2022 และคาดว่าจะมียอดขายราว 14 ล้านคันในปีนี้ สนับสนุนผลประกอบการหลายๆ ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ไม่เพียงแต่ผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่รวมไปถึงผู้ผลิต Semiconductors ด้วย นอกจากนั้น หลายอุตสาหกรรมทั่วโลกจะลงทุนเพื่อการใช้พลังานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (Energy Efficiency) เช่น การใช้วัสดุหรือชิ้นส่วนกันความร้อนในอาคารและการพัฒนาระบบโรงงาน

ตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงสวนทางกับตลาดหุ้นโลก ทำให้ระดับราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือ P/E Ratio ของหุ้นไทยถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ตลาดหุ้นไทยเริ่มน่าสนใจสำหรับการกลับเข้าลงทุน จากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่องศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ GDPในปี 2023-2024 ที่ +3.7% และ +3.5% ตามลำดับ หนุนจากการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาล หากช่วงครึ่งปีหลังการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพ ก็ย่อมหนุนให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยได้ โดยพิจารณาการลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ผ่านกองทุนรวมที่มีการบริหารเชิงรุก คัดเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความสามารถในการแข่งขัน และได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเพิ่มค่าแรง การเก็บภาษีเพิ่ม และนโยบายการทลายทุนผูกขาด

แม้ว่าตลาดหุ้นโลกจะปรับตัวขึ้นมาพอสมควร และโลกแห่งการลงทุนก็คงหนีความผันผวนไม่พ้น แต่การแสวงหาโอกาส และกระจายการลงทุนทั้งในตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลก พร้อมการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญในการคัดสรรหุ้นพื้นฐานดีก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจในระยะยาวได้