อัตราดอกเบี้ยโลกยังคงอยู่ใน “ระดับสูง” ขณะที่สัญญาณเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย จากสารพัดปัญหาถาโถม กระทบต่อภาคธุรกิจเริ่มทยอยมีปัญหาโดยเฉพาะ “ขาดสภาพคล่อง” ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันสถานการณ์ “หุ้นกู้เอกชนที่มีปัญหาเพิ่มขึ้น”
บ่งชี้ผ่านปัจจุบันจะเริ่มเห็นสัญญาณ “การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้” ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) สะท้อนผ่านมี บจ. ผิดนัดชำระหุ้นกู้ให้เห็น อย่าง บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ALL) กรณีหุ้นกู้รุ่น ALL244A โดยให้เหตุผลบริษัทขาดสภาพคล่อง บมจ.ช ทวี (CHO) ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น CHO212A โดยให้เหตุผลขาดสภาพคล่อง-กระแสเงินสดหมุนเวียนไม่เพียงพอ และล่าสุดกำลังแก้ปัญหาผิดนัดชำระหุ้นกู้ เตรียมประชุมผู้ถือหุ้นกู้ 21 มิ.ย.นี้ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) จากที่ยังไม่สามารถส่งงบการเงินประจำปี 2565 ได้ตามกำหนดทำให้หุ้นกู้ 5 ชุด มูลค่ารวม 9,198.4 ล้านบาท เป็นเหตุผิดนัดเกิดขึ้น โดยบริษัทจะมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ 31 พ.ค.66
"สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย" (ThaiBMA) ระบุว่า มูลค่าคงค้างหุ้นกู้เอกชนที่มีปัญหา (เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมสะสมตั้งแต่ปี 2560) ณ 19 พ.ค. 2566 มูลค่ารวม 110,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,935 ล้านบาท จากปี 2565 อยู่ที่ 99,421 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นกู้ที่เกิดจากการผิดนัดชำระดอกเบี้ยมูลค่า 24,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,329 ล้านบาท จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 13,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,329 ล้านบาท
โดยเป็นการผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ของ ALL 1,722 ล้านบาท , CHO 409 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ที่ประสบปัญหาและเคยยืดหนี้อยู่โดยอยู่ระหว่างเตรียมจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ มูลค่า 33.83 ล้านบาท และ STARK 9,198 ล้านบาท ยังไม่ถึงกำหนดชำระโดยพลัน (Call Default) ในทันทันที ซึ่งเป็นหุ้นกู้เดิมที่เป็นปัญหาอยู่แล้ว
ขณะที่ยอดออกหุ้นกู้ไฮยีลด์ ในช่วง 5 เดือน ปี2566 (25 พ.ค.) มีมูลค่า 43,423 ล้านบาท เป็นสัดส่วนหุ้นกู้ที่มีหลักประกัน 51% และไม่มีหลักประกัน 49% เทียบเท่ากับทั้งปี 2563 ช่วงโควิดที่มียอดออกเพียง 46,240 ล้านบาท ยังไม่มีสัญญาณนักลงทุนออกจากตลาด และปี 2564 ยอดออกหุ้นกู้ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 89,068 ล้านบาท และปี 2565 อยู่ที่ 116,835 ล้านบาท เป็นระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิดปี 2562 ที่มียอดออกทั้งสิ้น 106,494 ล้านบาท
ขณะที่หุ้นกู้ไฮยีลด์ ปัจจุบันสัดส่วนที่มีหลักประกัน 51% และไม่มีหลักประกัน 49% โดยสัดส่วนที่ไม่มีหลักประกันเริ่มปรับเพิ่มขึ้้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงโควิดปี 2564 มีสัดส่วนที่มีหลักประกัน 59% และไม่มีหลักประกัน 41% ในปี 2565 สัดส่วนมีหลักประกัน 50% และไม่มีหลักประกัน 50% จากช่วงก่อนโควิดในปี 2562 สัดส่วนมีหลักประกัน 32% และไม่มีหลักประกัน 68% แต่ในปีโควิด 2563 สัดส่วนมีหลักประกัน เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 56% และไม่มีหลักประกันลดลงอยู่ที่ 44%
"อริยา ติรณะประกิจ" รองกรรมการผู้จัดการ ThaiBMA กล่าวว่า การที่บจ.ที่ประกาศผิดนัดชำระหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้นหุ้นกู้ มีต่อเนื่องจากต้นปีนี้นั้น ยอมรับว่า อาอาจกระทบเซ็นทริเม้นต์นักลงทุนหุ้นกู้ชะลอลงทุน แม้ว่าจะเป็นหุ้นกู้ระดับ BBB+ ซึ่งลงทุนได้ก็ตาม เนื่องจากพบว่านักลงทุนรายใหญ่จะระมัดระวังในการลงทุนหุ้นกู้มากขึ้นแต่ไม่ได้ตื่นตระหนก
"ศิรินารถ อมรธรรม" ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ ThaiBMA กล่าวว่า ยอดออกหุ้นกู้ไฮยีลด์ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ราว 4.3 หมื่นล้านบาท ถือว่าใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน และช่วงโควิดปี 2563 อีกทั้งสัดส่วนหุ้นกู้ไฮยีลด์มีหลักประกันใกล้เคียงกับไม่มีหลักประกันที่ 51: 49 เทียบกับปีก่อนสัดส่วน 50:50 ซึ่งสัดส่วนไม่มีหลักประกันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิดปี 2564 มีสัดส่วน 41% เป็น 50% ในปี 2565 สะท้อนตลาดหุ้นกู้ไฮยีลด์ยังไม่มีสัญญาณที่ผู้ออกและผู้ลงทุนหนีออกจากตลาด จากต้นปีเริ่มมีหุ้นกู้เอกชนที่มีปัญหาเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม แต่ยังเป็นตัวเดิมๆ ที่มีปัญหาขอปรับโครงสร้างหนี้และยืดชำระหนี้
โดยยอมรับนักลงทุนรายใหญ่มีความระมัดระวังในตัดสินใจลงทุนหุ้นกู้ไฮยีลด์มากขึ้น ทั้งมีการตรวจสอบข้อมูลและคุณภาพหลักประกันผู้ออกในเชิงลึก และมีการแชร์ข้อมูลให้กันถือเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ลงทุนมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจลงทุน และเกณฑ์ก.ล.ต.ในช่วง 2 ปีก่อนที่กำหนดให้หุ้นกู้ไฮยิลด์ต้องมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ด้วยถือเป็นการช่วยปกป้องนักลงทุน
ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ ไม่น่าจะมีปัญหาเพิ่มเติม และอีกปัญหาเป็นเรื่องธรรมภิบาลของผู้บริหาร ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะตัวของบริษัท ซึ่งผลกระทบยังจำกัดกลุ่มเดิม หลังจากนี้ถ้าไม่เกิดปัญหาเพิ่มเติมหรือผิดความคาดหมายคาดสถานการณ์ตลาดหุ้นกู้ไฮยิลด์น่าจะผ่านพ้นไปได้มีโอกาสที่ยอดออกหุ้นกู้แตะระดับ 100,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับปีก่อน
หุ้นกู้ไฮยีลด์-ไม่มีหลักประกัน เสี่ยงขายยาก
แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินพาณิชย์ กล่าวว่า การระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ในปีนี้ คงยากขึ้นกว่าเดิม คือ ยังมีการออกขายกันและขายได้อยู่บ้าง แต่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้ารายใหญ่ (high network) ซึ่งบางหรือหลายรายอาจยังไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงการประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ดีพอ อาจซื้อตามความเชื่อเคยลงทุนมายังไม่ผิดนัดชำระหนี้ หรือซื้อตามกันให้มีติดมือบ้าง หรือซื้อแบบหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด แบบไม่ศึกษาข้อมูลให้ลึกมากพอ
"เจษฎา ยงพิทยาพงศ์" กรรมการและผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) เวลธ์ คอนเซปท์ กล่าวว่า หลังจากนี้คาดว่าการออกหุ้นกู้ไฮยีลด์ที่ไม่มีหลักประกันและไม่มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ มีความเสี่ยงที่จะออกขายยากขึ้น หรือขายไม่ได้ เพราะต้องยอมรับนักลงทุนรายใหญ่หลายรายเริ่มมีความรู้การลงทุนหุ้นกู้มากขึ้นจากในอดีต โดยเฉพาะการศึกษาโครงสร้างบริษัท กรรมการและผู้ถือหุ้น
"นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ออกหุ้นกู้ต่างเร่งเข้ามาระดมทุนในตลาดการเงินเพื่อล็อคต้นทุนการเงินและสะสมสภาพคล่องเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในอนาคต โดยในช่วงเกือบ 5 เดือนแรกปีนี้มีปริมาณหุ้นกู้ออกใหม่เกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 2 เท่าของปริมาณหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในช่วงเวลาเดียวกัน ในระยะสั้นสถานการณ์ยังไม่น่ากังวลนัก แม้ดอกเบี้ยในตลาดเงินมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล แต่ต้นทุนระดมทุนภาคธุรกิจที่ได้ออกหุ้นกู้ไปแล้ว





