วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

ธนาคารไทยเครดิต ยื่นไฟลิ่งเสนอขายหุ้น IPO จ่อเทรดสิ้นปีนี้

ธนาคารไทยเครดิต ยื่นไฟลิ่งเสนอขายหุ้น IPO จ่อเทรดสิ้นปีนี้

ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานก.ล.ต. เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยช่วงปลายปีนี้ คาดเสนอขายหุ้นรวม 347 ล้านหุ้น พร้อมยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ หวังขยายธุรกิจสู่สินเชื่อรายใหญ่

      นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) ต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)  เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 

      โดยจำนวนหุ้นที่คาดว่าจะเสนอขายทั้งหมด (รวมหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกและเสนอขายโดยธนาคารฯ และหุ้นสามัญที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม) ไม่เกิน 347,029,122 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 28.2% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วทั้งหมดของธนาคารฯ ภายหลังการทำ IPO รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน

        นายวิญญู กล่าวว่า หลังยื่นไฟลิ่งแล้ว คาดว่าก.ล.ต.จะใช้เวลาตรวจราว 150-180 วัน จากนั้นน่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงปลายปี 2566 
         สำหรับวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ โดยหลักจะนำไปใช้เป็นเงินทุนในการรองรับการขยายพอร์ตสินเชื่อ และปรับปรุงพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

     ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันให้ธนาคารฯ มีแหล่งเงินลงทุนเพื่อนำไปให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งเป็นรากฐานของประเทศ และรองรับการปล่อยสินเชื่อเพื่อตอบโจทย์ลุกค้าของธนาคารมากขึ้น
      “เราเชื่อว่า ประชาชนน่าจะตอบรับได้ดี เมื่อหุ้นเข้าเทรด เพราะแม้จะมีหุ้น IPOเยอะในช่วงปลายปี แต่ก็มีเพียงธนาคารเดียวที่เข้าเทรด และผลงานที่ผ่านมาเราก็ทำได้ดี และคาดว่าจะดีต่อเนื่องหลังจากนี้”

      ทั้งนี้ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) นับเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เสนอขายหุ้น IPO ในรอบ 10 ปี

      โดยมุ่งหวังว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเสริมให้ฐานเงินทุนของธนาคารฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเพื่อเสริมศักยภาพในการเติบโตของสินเชื่อแล้ว ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการระดมทุนที่หลากหลาย ภายใต้สภาวะทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และมีส่วนช่วยเพิ่มสภาพคล่องและมูลค่าตลาดให้กับหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย
     สำหรับธนาคารไทยเครดิต ถือเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าบุคคล โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลัก ประกอบด้วย สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขาย (Nano and Micro Finance) สินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) และสินเชื่อบ้าน 

       ซึ่งประกอบด้วย สินเชื่อบ้านแลกเงิน และ สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน โดยการให้บริการสินเชื่อมุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการแผงลอย ร้านค้าขนาดเล็กและขนาดกลาง ตลอดจนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มอี ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรแบบยั่งยืนและมีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจและสังคม
 
       ปัจจุบันธนาคาร มียอดสินเชื่ออยู่ที่ 1.21แสนล้านบาท โดยเงินให้สินเชื่อหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี ทั้งนี้ เงินให้สินเชื่อของธนาคารฯ เติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมร้อยละ 32.7 ต่อปี ในระหว่างปี 2563 ถึงปี 2565 

      นอกจากนี้ สำหรับปี 2565 ธนาคารฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,352.5 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมร้อยละ 30.9 ต่อปี ในระหว่างปี 2563 ถึงปี 2565 และยังมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE)

       สำหรับปีเดียวกันอยู่ที่ร้อยละ 18.9 ทั้งนี้ ธนาคารฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลโครงสร้างต้นทุนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนการดำเนินงานส่วนใหญ่ของธนาคารฯ ถูกใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งลูกค้ารายใหม่ และเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ธนาคารฯ มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้รวม (Cost-to-Income Ratio) ลดลงโดยตลอดจากร้อยละ 49.9 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 39.5 ในปี 2565