บลจ.เอ็มเอฟซี ลุยออกกองทางเลือกใหม่หลากหลาย ยีลด์แจ่ม 2-3 ปี ดัน AUM ปีนี้โต

บลจ.เอ็มเอฟซี ลุยออกกองทางเลือกใหม่หลากหลาย ยีลด์แจ่ม 2-3 ปี ดัน AUM ปีนี้โต

บลจ.เอ็มเอฟซี เดินหน้าออกกองทุนทางเลือกธีมใหม่ ทำผลตอบแทนที่ดีใน 2-3 ปี พร้อมขยายฐานลูกค้าเวลธ์วางแผนเกษียณ และเศรษฐกิจไทยโตสวนตลาดอื่นๆ หนุนกองทุนหุ้นไทย มั่นใจ AUM ปีนี้โตอย่างน้อย 10% มองดัชนีสิ้นปีในกรอบแนวรับ 1,580 จุด แนวต้าน 1,770 - 1,800 จุด

นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้กลับมาฟื้นตัวดีตามแรงกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าเพิ่มสูงขึ้น หนุนให้ตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์ในเชิงบวก 

รวมถึงบริษัทมีแผนรุกตลาดลูกค้ามั่งคั่งมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่เตรียมตัวเกษียณอายุที่มีมากขึ้น ผ่านช่องทางการจำหน่ายของบริษัท และคู่ค้าของบริษัทมากขึ้น  

พร้อมกันนี้มุ่งเน้นการนำเสนอกองทุนทางเลือกใหม่ๆ ภายใต้ธีมการลงทุน 2-3 ปี ยังสร้างผลตอบแทนได้น่าสนใจ อาทิ ตราสารหนี้ต่างประเทศ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ,หุ้นไทยเติบโต ขนาดกลางและเล็ก  และหุ้นปันผลในต่างประเทศ เป็นต้น 

 

ดังนั้น บริษัทคาดว่า มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ปีนี้มีโอกาสกลับมาเติบโตอย่างน้อยไม่เกิน 10% แม้ว่าในช่วงโควิด-19 และตลาดการลงทุนผันผวนทั่วโลกในปีที่ผ่านมาทำให้  AUM ของบริษัทปรับตัวลดลง เป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) แต่บริษัทยังมีเงินลงทุนใหม่ และลูกค้าใหม่เข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาจากกองทุนหุ้นไทย พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา AUM กองทุนหุ้นไทยของบริษัท ยังเติบโตเท่าตัวจาก 18,000 ล้านบาท เป็น 30,000 ล้านบาท

นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน บลจ.เอ็มเอฟซี  กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปีนี้น่าจะเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา จากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ประมาณ 3.7%และอานิสงส์ของการท่องเที่ยวที่ดีขึ้นจากการเปิดประเทศของจีน โดยดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้แนวต้านไว้ที่  1,770-1,800 จุด  และแนวรับที่ 1,580 จุด 

“ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจเราขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการท่องเที่ยวจากจีนที่น่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงการบินภายในประเทศให้กลับมาดีขึ้นอีก โดยหุ้นกลุ่มบริโภคเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในปีนี้เช่น BIGC CPALL เป็นต้น ขณะที่หุ้นกลุ่มแบงก์ก็น่าจะกลับเข้าลงทุนได้อีกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และเชื่อว่าจะมีผลประกอบการดีขึ้นต่อจากนี้ รวมถึงหุ้นเติบโตขนาดกลางและเล็ก น่าสนใจ ในธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากบริโภค และท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่ม NEW S CURVE อย่างธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับอีวี และธุรกิจมีโมเดลขยายตลาดใน CLMV มีแนวโน้มทำกำไรที่ดีระยะ 2-3 ปีข้างหน้าระดับ 20-30% ”

นอกจากนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจแล้วการเลือกตั้งจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย โดยการใช้จ่ายในช่วงนี้จะมาช่วยกระตุ้นการบริโภคได้ อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาด้วยว่ารัฐบาลที่ได้จะมีเสียงข้างมาก และเสถียรภาพหรือไม่

ขณะที่ทางด้านกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในปีนี้คาดว่าจะยังคงทยอยไหลเข้าลงทุนในตลาดไทยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แต่เม็ดเงินอาจจะไม่ถึง 200,000 ล้านบาท เท่ากับในปีที่ผ่านมา เนื่องจากในปีนี้ยังมีตลาดในภูมิภาคเดียวกับไทยที่ราคามีความน่าสนใจมากกว่า เช่น จีน และเวียดนาม ซึ่งหุ้นไทยราคาจะอยู่ในระดับกลางๆ โดยมี forward P/E ที่ 16.25 เท่า

นายชาคริต กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจะต้องจับตาอัตราดอกเบี้ยของเฟด และ การถดถอยของเศรษฐกิจในฝั่งสหรัฐ และยุโรปที่จะกระทบกับหุ่นไทยในระยะสั้น นอกจากนี้ประเด็นของสงครามที่จะกระทบต่อราคาน้ำมันหากความขัดแย้งกลับมารุนแรงมากขึ้นด้วย

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์