“ลวรณ”ดันสลากดิจิทัล50ล้านใบหวังแก้สลากเกินราคา

“ลวรณ”ดันสลากดิจิทัล50ล้านใบหวังแก้สลากเกินราคา

ประธานบอร์ดสลากฯเผยแผนแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา โดยจะเพิ่มสลากดิจิทัลขายผ่านแอปเป๋าตังราคา 80 บาท ให้มีสัดส่วน 50% ของสลากใบ 100 ล้านใบ ภายใน 3 ปี พร้อมเดินหน้าเอาผิดทุกช่องกฎหมายกับแพลทฟอร์มที่ขายสลากออนไลน์เกินราคา

ปัญหาการขายสลากเกินราคาที่เกิดขึ้นมานาน กำลังได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยบอร์ดสลากชุดปัจจุบันที่มี ”ลวรณ แสงสนิท”อธิบดีกรมสรรพากร นั่งเป็นประธาน ได้วางแนวทางแก้ไขอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่การตั้งจุดขายสลากราคา 80 บาทกว่า 2 พันแห่งทั่วประเทศ การนำสลากใบมาขายเป็นสลากดิจิทัลผ่านแอปเป๋าตัง ล่าสุด ได้จับมือหน่วยงานที่มีกฎหมายเฉพาะเร่งปราบปรามและเอาผิดกับแพลทฟอร์มดิจิทัลจำนวนมากที่ขายสลากเกินราคา

ลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเผยว่าภายใน 3 ปี สำนักงานสลากฯมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสลากดิจิทัลขายผ่านแอปเป๋าตังราคา 80 บาทให้ได้จำนวน 50% ของยอดสลากที่พิมพ์ออกจำหน่ายในปัจจุบัน 100 ล้านใบ โดยในปี 2565 มีสลากดิจิทัลขายผ่านแอปเป๋าตังแล้วจำนวนกว่า 17 ล้านใบ ในปี 2566 จะเพิ่มเป็น 30 ล้านใบ ปี 2567 เพิ่มเป็น 40 ล้านใบ และ ปี 2568 จะเพิ่มเป็น 50 ล้านใบ

เขากล่าวว่า การเพิ่มจำนวนสลากดิจิทัลขายผ่านแอปเป๋าตังดังกล่าว เป็นหนึ่งในแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาที่สำนักงานสลากฯได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งได้ทยอยนำออกขายโดยงวดแรกๆเปิดขายที่จำนวนประมาณ 5 ล้านใบ ผ่านมา 14 งวด ขณะนี้ มีจำนวนสลากดิจิทัลอยู่ที่กว่า17 ล้านใบ ซึ่งประชาชนก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี ถือว่า ผลการดำเนินงานดังกล่าวประสบความสำเร็จและ เป็นการตอบโจทย์นโยบายรัฐบาลในการปราบปรามพ่อค้าคนกลางที่ขายสลากเกินราคาไม่สำเร็จมาอย่างยาวนาน

“แนวทางการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคานั้น เราก็จะใช้หลักการในการเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชน โดยเพิ่มช่องทางการขายสลากราคา 80 บาททั้งการตั้งจุดขายสลากราคา 80 บาท และ การนำสลากมาขายผ่านแอปเป๋าตัง ซึ่งการนำสลากมาขายผ่านแอปเป๋าตังนี้ สลากเป็นเพียงตัวกลางในการจำหน่ายแก่ผู้ค้ารายย่อย เพื่อเพิ่มความสะดวกทั้งแก่ผู้ค้าและผู้ซื้อ และเราเชื่อว่า การขายสลากผ่านช่องทางดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาสลากเกินราคาได้อย่างแน่นอน เพราะประชาชนจะมีทางเลือกมากขึ้น แต่ประชาชนก็ต้องเข้าถึงแอปเป๋าตังด้วย ซึ่งขณะนี้ ก็เชื่อว่า ยอดประชาชนที่ใช้แอปเป๋าตังจะมีจำนวนมาก”

ทั้งนี้ แผนการเพิ่มจำนวนสลากดิจิทัลขายผ่านแอปเป๋าตังให้ได้ 50% ของสลากใบดังกล่าว จะมีการพิจารณาโดยคณะกรรมการสลากฯภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้

เปิด3วิธีดึงสลากใบขายผ่านแอปเป๋าตัง

ลวรณกล่าวว่า ในระยะที่ผ่านมา สำนักงานสลากได้ใช้วิธีการดึงสลากใบจากผู้ค้ารายย่อยที่ใช้วิธีการกดซื้อจองเข้ามาขายผ่านแอปเป๋าตังโดยความสมัครใจ ซึ่งยอดสลากดิจิทัลก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อสำนักงานมีแผนที่จะเพิ่มสลากดิจิทัลจำนวนมากขึ้นในระยะ 3 ปี จึงต้องมีแผนการดึงสลากใบที่เข้มงวดมากขึ้น โดยจะดำเนินการใน 3 วิธีหลัก ประกอบด้วย

1.การดึงสลากใบจากระบบโควตา ซึ่งทุกวันนี้ เราจะให้โควตาเท่าเดิม แต่จะต้องตัดสลากจากโควตาออกมาประมาณกว่า 20%ต่อปี เพื่อนำมาขายผ่านแอปเป๋าตัง ซึ่งตั้งเป้าหมายว่า ในระยะ 5 ปี สลากใบที่จัดสรรผ่านระบบโควตาทั้งหมดจะเข้ามาอยู่ในแอปเป๋าตัง ทั้งนี้ ทางสำนักงานสลากอยู่ระหว่างการหาแนวทางในการปฏิบัติในกรณีดังกล่าว

2.ทางสำนักงานสลากมีแผนที่จะออกสลากกินแบ่งแบบ L6 ซึ่งจะใช้วิธีการพิมพ์เป็นสลากดิจิทัลแทนสลากใบทั้งจำนวน โดยการออกสลากกินแบ่งแบบ L6 นั้น จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบก่อน 

3.กรณีกลุ่มผู้ค้ารายย่อยที่ใช้วิธีการกดซื้อจองล่วงหน้านั้น ทางสำนักงานสลากจะเปิดโอกาสให้นำมาขายผ่านแอปเป๋าตังได้เลย โดยไม่ต้องเข้าไปกดซื้อจองล่วงหน้า และ กรณีผู้ค้ารายย่อยที่ขายผ่านจุดขายสลาก 80 บาท เราก็จะนำมาเข้าระบบดิจิทัลให้ได้ทั้งหมด

ชี้ผู้ซื้อและผู้ขายสลากเกินราคาต้องปรับตัว

ประธานบอร์ดสลากกล่าวว่า เมื่อสำนักงานสลากเดินแนวทางการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาด้วยวิธีดังกล่าวแล้ว ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสลากเกินราคาก็ต้องปรับตัว โดยเฉพาะในส่วนของผู้ขายสลากเกินราคาผ่านแพลทฟอร์มดิจิทัลจำนวนมากในปัจจุบัน ซึ่งต่อไป ประชาชนก็จะปฏิเสธการซื้อ คนที่นำสลากมาขายให้แพลทฟอร์มเหล่านี้ ก็จะต้องทยอยยกเลิกไปโดยปริยาย ซึ่งที่ผ่านมา เราก็ให้เวลาในการปรับตัว จะเห็นได้ว่า สลากดิจิทัลขายผ่านแอปเป๋าตังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการทยอยปรับเพิ่มขึ้น

“ในช่วงนี้ เป็นช่วงของการปรับตัวทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสลากเกินราคา เพราะสำนักงานสลากได้ปรับเปลี่ยนแนวทางแก้ไขปัญหาสลากเกินราคามาขายผ่านดิจิทัล ทำให้สลากราคา 80 บาทมีอยู่จริง ต่อไป คนซื้อสลากแพงก็จะปฏิเสธการซื้อ ฉะนั้น ผู้ที่ขายเกินราคาก็จะขายไม่ได้แล้ว”

เดินหน้าเอาผิดแพลทฟอร์มขายสลากเกินราคา

ในส่วนของการดำเนินการแก้ปัญหาสลากเกินราคาและแพลตฟอร์มออนไลน์นั้น สำนักงานสลากฯ จะมีการดำเนินการอย่างจริงจังในทุกฐานความผิดจากทุกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการประชุมร่วมกับกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการปกครอง สำนักงานอัยการสูงสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อวางกรอบแนวทางการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งจากนี้ไปจะเห็นการดำเนินคดีออกมาอย่างต่อเนื่อง

“เราทำจริงจังในลักษณะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีกฎหมายเฉพาะ วันนี้ เราวางแนวทางไว้หมดแล้ว จากนี้ไปจะเห็นความคืบหน้าของการดำเนินการเอาผิดทุกช่องของกฎหมายกับแพลทฟอร์มเหล่านี้”

ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงานสลากฯนั้น เราจะไปดูในเรื่องของโทษการกระทำความผิด ซึ่งเดิมเราจะตีความในกรอบที่กว้าง แต่ต่อไปเราจะตีความในกรอบที่แคบลง กล่าวคือ ต่อไป การขายสลากเกินราคาต่อ 1 รายการ จะถือเป็นหนึ่งการกระทำความผิดที่ต้องมีโทษปรับ 1 หมื่นบาทต่อรายการ ซึ่งที่ผ่านมา เราจะใช้โทษปรับต่อ 1 ความผิด เป็นต้น

“นักกฎหมายได้ให้คำแนะนำว่า โทษปรับในการทำความผิดในการขายสลากเกินราคานั้น จะต้องคิดเป็นรายการ หรือ ในกรอบที่แคบลง ไม่ใช่กรอบที่กว้างในปัจจุบัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับการตีความ”

นอกจากนี้ ในส่วนการของการปิดบังสลากที่ขายผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆนั้น ทางสำนักงานสลากฯก็จะเดินหน้าเอาผิดในเรื่องของลิขสิทธิ์ ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้ที่นำสลากมาขายผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ก็จะต้องถูกตัดสิทธิ์การขาย โดยสำนักงานสลากฯสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เมื่อมีผู้ถูกรางวัล

“ฝากเตือนไปยังผู้ขายสลากให้แก่แพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆทั้งในส่วนของรายย่อยและระบบโควตาว่าให้ระวังจะถูกตัดสิทธิ์การขายจากสำนักงานสลากฯเพราะถ้าเราตรวจสอบเจอ เราจะตัดสิทธิ์ทันที ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เราตัดสิทธิ์ไปแล้วกว่า 2 หมื่นราย”

ยอดสลากกินแบ่งรัฐบาล 100 ล้านใบจัดสรรให้ใครบ้าง

ในปัจจุบันสำนักงานสลากฯได้นำสลากออกจำหน่ายอยู่จำนวน 100 ล้านใบ ในจำนวนนี้ ได้จัดสรรให้แก่ผู้ขายจำนวน 2 ส่วนๆละ 50% โดยส่วนแรก คือ ตัวแทนจำหน่ายที่มีสัญญากับสำนักงานสลากจำนวน 50 ล้านใบ และ ส่วนที่สอง คือ ผู้ค้าที่ทำการซื้อจองล่วงหน้า ซึ่งไม่มีสัญญากับสำนักงานสลาก

สำหรับการจัดสรรสลากในส่วนแรก 50 ล้านใบนั้น จะแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก จะเป็นการจัดสรรในรูปแบบสลากใบจำนวนประมาณ 32 ล้านใบเศษ ซึ่งในจำนวนนี้ จะแบ่งเป็นการจัดสรรให้แก่ 1.สมาคมต่างๆจำนวนกว่า 800 สมาคม จำนวนประมาณ 15% 2.จัดสรรให้แก่รายย่อยทั่วไป 2.8 หมื่นราย จำนวนประมาณ 15% และ 3.เป็นการจัดสรรสลากส่วนที่เหลือคนพิการกว่า 900 ราย

ส่วนที่สองจำนวนกว่า 17.129 ล้านใบ จะจัดสรรผ่านตัวแทนจำหน่ายจำนวนกว่า 3.4 หมื่นรายที่สำนักงานสลากกำหนดให้นำสลากเข้ามาขายผ่านแพลทฟอร์มเป๋าตังหรือที่เราเรียกว่าสลากดิจิทัล

ส่วนการจัดสรรสลากในส่วนที่สอง 50 ล้านใบนั้น จะจัดสรรในรูปแบบสลากให้แก่ผู้ค้าที่จองซื้อล่วงหน้าโดยปัจจุบันมีผู้จองซื้อล่วงหน้าที่มีสิทธิ์ซื้อสลากจำนวน 1.58 แสนราย ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ จำนวนรายของผู้จองซื้อล่วงหน้าจะมีจำนวนมากกว่านี้ แต่เนื่องจาก มีการทำผิดเงื่อนไข เช่น นำไปขายต่อผ่านแพลทฟอร์มของเอกชน ทำให้ถูกตัดสิทธิ์ออกไป โดยในปีที่ผ่านมา สำนักงานสลากได้ตัดสิทธิ์ผู้จองซื้อล่วงหน้าเหล่านี้ไปแล้วจำนวนประมาณ 2 หมื่นราย ซึ่งสำนักงานสลากได้นำสิทธิ์ที่ตัดนี้ ไปให้แก่ตัวแทนจำหน่ายที่จะเข้ามาขายผ่านแพลทฟอร์มเป๋าตัง

ตรวจสอบภาษีค้างจ่ายธุรกรรมออนไลน์

ลวรณกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการตรวจสอบการชำระภาษีนั้น กรมสรรพากร ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องสำหรับธุรกรรมออนไลน์ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแพลทฟอร์มขายสลากออนไลน์เท่านั้น ทั้งนี้ กรณีการตรวจสอบการเสียภาษีของกองสลากพลัสนั้น เราจะเรียกให้เข้ามาประเมินภาระภาษีอีกครั้งภายในสิ้นเดือนนี้